Relations Timeline (Soviet Union era)
1828 มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
1876 มีการเสด็จเยือนที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
1917 ความสัมพันธ์ทางการทูตได้หยุดชะงักลงเนื่องจากบราซิลไม่ยอมรับรัฐบาลบอลเชวิค
1945 เริ่มมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตภายใต้ความเป็นสหภาพโซเวียตหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2
1958 มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าในช่วงสมัยประธานาธิบดี Kubitschek ของบราซิล
1988 ประธานาธิบดี Sarney ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนสหภาพโซเวียต
1997 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต บราซิลและรัสเซียได้มีการจัดตั้งคณะกรรมธิการความร่วมมือระดับสูงขึ้น (Commission of High Level of Cooperation: CAN)
1999 มีการประชุมของคณะกรรมธิการระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Cooperation Commission: CIC)
Established relationship
บราซิลและรัสเซียเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.1828 โดยเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกและได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันจนกระทั่งความสัมพันธ์เริ่มมีการหยุดชะงักเล็กน้อยอันเนื่องมาจากบราซิลไม่ทำการยอมรับรัฐบาลบอลเชวิคของจักรวรรดิรัสเซียจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นสังคมนิยมภายใต้ความเป็นสหภาพโซเวียตไปในที่สุด ในปี ค.ศ.1945 บราซิลเริ่มทำการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพโซเวียตอีกครั้งหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างห่างเหินเนื่องด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของบราซิลและสหภาพโซเวียตนั้นถือว่าไกลกันมาก อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็นที่เป็นความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองก็ดูเหมือนว่าบราซิลจะให้ความสำคัญและมีมิตรสัมพันธ์ที่ดีต่อสหรัฐฯ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำค่ายโลกเสรีมากกว่าสหภาพโซเวียตผู้นำค่ายโลกสังคมนิยม ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและรัสเซียตลอดช่วงประวัติศาสตร์มามักไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่นัก และจึงไม่น่าแปลกใจที่พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศบราซิลที่ก่อตั้งเมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ.1947 จะไม่ได้รับความนิยมและถือเป็นศัตรูของรัฐบาลบราซิล แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ถึงกับว่าบราซิลและสหภาพโซเวียตจะเป็นศัตรูกันเสียทีเดียว อย่างไรก็ตามในยุคที่บราซิลปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารช่วงปี ค.ศ. 1964-1985 ไม่ได้เป็นที่พูดถึงในสภาพโซเวียตเท่าไหร่นัก ต่างจากระบอบของชิลีและปารากวัย สาเหตุมาจากหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาแล้วนั้นระบอบเผด็จการของบราซิลแทบจะใกล้เคียงกับความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
Rebuilding Trade Relations

ที่มา https://www.theguardian.com/world/2013/dec/10/brazil-truth-commission-kubitschek-president-murdered
กระนั้นบราซิลในสมัยการนำของประธานาธิบดี Kubitschek ก็ได้มีการฟื้นฟูทางการค้าระหว่างสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1958 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดูเหมือนจะแนบชิดขึ้นบ้างอีกระดับ และในช่วงทศวรรษที่ 1970 รัฐบาลบราซิลเริ่มทำการสานสัมพันธ์ที่ดีกับสหภาพโซเวียตมากยิ่งขึ้นโดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เห็นได้ในหน้าประวัติศาสตร์คือการที่บราซิลเริ่มนำเข้าน้ำมันจากโซเวียตและมีมูลค่าการค้าในปี ค.ศ.1976 อยู่ที่ 440 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจการค้าคร่าว ๆ ดังที่กล่าวไว้แล้วนั้น บราซิลและสหภาพโซเวียตยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองต่อกันอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการพัฒนาประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลักในภูมิภาคแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราซึ่งบราซิลนั้นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมเนื่องจากเคยตกอยู่ภายใต้เจ้าอาณานิคมเดียวกัน รัฐบาลทหารของบราซิลตระหนักและเห็นใจต่อประเทศที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากความเป็นประเทศอาณานิคมของโปรตุเกสเป็นอย่างมากแม้จะไม่ได้สนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวมาร์กซิสต์อย่างที่สหภาพโซเวียตสนับสนุนก็ตาม โดยเหตุการณ์ที่บราซิลและสหภาพโซเวียตมีความเห็นพ้องต้องกันคือความเป็นเอกราชของสาธารณรัฐแองโกลาที่มีคิวบาและสหภาพโซเวียตเป็นผู้สนับสนุนในปี ค.ศ.1975 ยิ่งไปกว่านั้นความห่างเหินระหว่างบราซิลและสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ 1970 อันเนื่องมาจากความพยายามในการพัฒนาโปรแกรมทางการทหารของบราซิลยิ่งเป็นที่น่าจับตามองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสหภาพโซเวียตถึงแนวทางในความเป็นอิสระมากขึ้นของบราซิลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แต่อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับรัสเซียในสมัยเป็นสหภาพโซเวียตก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมากไม่กว่าด้านเศรษฐกิจที่มีการนำเข้าส่งออกระหว่างกัน ซึ่งความสัมพันธ์หลวม ๆ เช่นนี้ยิ่งแย่เข้าไปอีกในยุค 1980 ที่เป็นช่วงที่สหภาพกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจการเงินอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันบราซิลที่เปลี่ยนระบบรัฐบาลกลับมาเป็นประชาธิปไตยก็ต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและหนี้ต่างประเทศในประเทศตนเอง การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการสิ้นสุดระบบโลกแบบสองขั้วอำนาจถือเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ในยุคใหม่สำหรับบราซิลและรัสเซียอีกคร้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 ที่ไม่มีการพัฒนาความสัมพันธ์มานานแล้ว โดยในยุคใหม่นี้ความร่วมมือของทั้งสองจัดอยู่ในรูปแบบผู้ร่วมมือทางยุทธศาสตร์ (strategic partnership)
Russia-Brazilian High Level Commission on Cooperation
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้ทั้งสองมองหาแนวทางในการร่วมมือกันอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือระดับสูงระหว่างบราซิลและรัสเซีย (Brazilian-Russia High Level Commission on Cooperation: CAN) เกิดขึ้นโดยการนำของนายกรัสเซียและรองประธานาธิบดีของบราซิลโดยถูกจัดตั้งขึ้นหลังจากที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองปะเทศได้พบปะกันเมื่อครั้งการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก ค.ศ. 1995 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างกัน CAN ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียได้เดินทางมาเยือนประเทศบราซิล ความร่วมมือระดับสูงระหว่างสองประเทศอย่างบราซิลและรัสเซีย (CAN) นั้นเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Cooperation Commission: CIC) ว่าด้วยเรื่องการค้า เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีความร่วมมือเรื่องประเด็นทางการเมืองอีกด้วย โดยยังคงมีการพบปะกันอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งคราว
Summary: Brazil-Soviet Union in Cold War
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและรัสเซียนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยที่รัสเซียยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านเป็นระบอบสังคมนิยมสหภาพโซเวียตจนมาถึงความเป็นประเทศรัสเซียที่เป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงต้นสงครามเย็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่อาจไม่ราบรื่นจนสามารถใช้คำว่าห่างเหินได้สาเหตุอันเนื่องมาจากรัฐบาลของบราซิลนั้นได้ทำการเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายโลกเสรีอย่างสหรัฐฯ เป็นอย่างมากทำให้เป็นการยากที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตได้อย่างแน่นแฟ้น แต่เมื่อช่วงกลางถึงปลายของสงครามเย็นที่สหรัฐฯ หันไปให้ความสำคัญกับฝั่งเอเชียมากกว่าทำให้ภูมิภาคละตินอเมริการวมไปถึงบราซิลเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ห่างกันมากขึ้น จังหวะนั้นจึงเริ่มหันไปพัฒนาความสำคัญตามแนวทางของตัวเองมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตในฐานะประเทศคู่ค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานที่จำเป็นต่อระบบอุตสาหกรรมเพื่อให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า
อย่างไรก็ดีช่วงปลายของสงครามเย็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ต้องชะงักอีกครั้งเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของทั้งคู่เองจนในที่สุดสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายลง จึงดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศได้กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กันอีกครั้งในฐานะบราซิลและประเทศรัสเซียที่มีการดำเนินมาหลังจากนั้นเป็นต้นมา จึงเป็นที่น่าติดตามว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกปัจจุบันกับอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคละตินอเมริกาจะดำเนินความสัมพันธ์กันในทิศทางใดต่อไป
ที่มา
The Brazilian Government. (nd.). FEDERAÇÃO DA RÚSSIA. [Online]. Retrieved from http://www.itamaraty.gov.br/pt-BR/ficha-pais/5587-federacao-da-russia
Dobronravin, N & Jeifets, V. (2019). Beyond the BRICS: Russian-Brazilian Relations since the collapse of the USSR. Pensamiento Propio. [Online]. 49-50. 199-238. Retrieved from http://www.cries.org/wp-content/uploads/2019/08/013-Jeifetz.pdf
The Russian Government. (2013). Russian-Brazilian High-Level Commission on Cooperation. [Online]. Retrieved from http://government.ru/en/info/420/
Stuenkel, O. (2010). Is there a case for stronger Brazil-Russia relations?. Post-Western World. [Online]. Retrieved from https://www.postwesternworld.com/2010/10/10/is-there-a-case-for-stronger-brazil-russia-relations/


Chile: อยากให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องที่ว่า “ระบอบเผด็จการของบลาซิลแทบจะใกล้เคียงกับระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด” เป็นลักษณะการปกครองลักษณะใด
LikeLike