Energy and Commodities

ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของบราซิลนั้นเป็นที่ปราถนาอย่างมากมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม ด้วยอาณาเขตที่ครอบคลุมกว่า 8,511,685 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือได้ว่าบราซิลมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับจีนโดยไม่มีทะแลทราย และอุดมสมบูรณ์อย่างมาก โดยดินนั้นก็เหมาะแก่การเพาะปลูก รวมไปถึงป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ชาวบราซิล Petróleo Brasileiro (Petrobras) ซึ่งเป็น บริษัทน้ำมันของรัฐได้ประกาศว่า ค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ในทางใต้ของประเทศ ซึ่งแหล่งน้ำมันที่ค้นพบนี้เรียกว่า แหล่งน้ำมัน Tupi โดยคาดว่าจะมีน้ำมันสำรองและก๊าซใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ซึ่งสามารถทำให้บราซิลสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมไปถึงยังสามารถเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและพลังงานที่สำคัญ บราซิลจึงอาจกลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์พลังงานรายใหญ่ของจีนและด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับจีนที่เป็นผู้ค้ำประกันความเจริญทางเศรษฐกิจของบราซิล
บริษัทน้ำมัน Sinopec ของจีนได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนสูงถึง 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติระยะทาง 1,365 กิโลเมตร ที่จะมีจุดเริ่มต้นจากจาก Macaes ในบราซิลไปยังท่าเรือซัลวาดอร์ โครงการ Gazene คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและการขนส่งออกของบราซิลได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ในเดือนมิถุนายน 2013 Sinopec และ Petrobras ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่ในบราซิล มูลค่า 2หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โรงกลั่นน้ำมันที่จะสร้างในรัฐ Maranhao เพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของบราซิล โดยโรงกลั่นจะสามารถกลั่นน้ำมันได้วันละ 300,000 บาร์เรล กำลังการกลั่นของบราซิลในปัจจุบันอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาร์เรลต่อวัน และรัฐบาลบราซิลตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 ล้านตันในปี 2020 นอกจากนี้จีนเองก็ยังแสดงความสนใจในปริมาณสำรองยูเรเนียมขนาดใหญ่ของบราซิลที่ประมาณ 309,000 ล้านตัน และในฐานะsweetener ได้เสนอสัญญาที่เป็นไปได้ให้กับ บริษัทบราซิลเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 10 แห่งในประเทศจีน นอกจากนี้ ในปี 2011 สื่อของบราซิลหลายแห่งรายงานว่าบราซิลกำลังเจรจาการขายยูเรเนียมกับจีน ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

ทว่าการขายยูเรเนียมให้กับจีนนั้นทำให้สหรัฐมีความกังวลเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ทางสหประชาชาติเองก็ได้มีการบังคับให้ทั้งสองฝ่ายละทิ้งความคิดนี้ รวมไปถึงในเรื่องความกังวลในหมู่ชุมชนนานาชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการฟื้นฟูโครงการวิจัยนิวเคลียร์ของบราซิล ความกลัวการติดอาวุธของบราซิลที่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ย้อนกลับไปในยุค 80 เมื่อบราซิลพิจารณาว่าการรับอาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือในการยกระดับตำแหน่งและศักดิ์ศรีในฐานะมหาอำนาจโลก ตั้งแต่นั้นมามีข่าวลือเกี่ยวกับความลับของบราซิลเกิดขึ้น ซึ่งก็คือบราซิลถูกกล่าวหาในเรื่องโปรแกรมอาวุธนิวเคลียร์ จากแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2005 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Sergio Rezende ของบราซิล มีใจความว่าบราซิลกำลังวางแผนที่จะส่งออกแร่ยูเรเนียม และจีนอาจเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ผู้สังเกตการณ์บางคนบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะช่วยบราซิลในโครงการอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ที่บ่งชี้ว่าบราซิลมีความตั้งใจที่จะได้รับอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ International Atomic Energy (IEA) ยังอนุญาตให้บราซิลเพิ่มประสิทธภาพยูเรเนียมให้อยู่ในระดับ 5%อีกด้วย
Mineral and Extractive Industries
ในเดือนสิงหาคม 2007 Baosteel Group ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท Companhia Vale do Rio Doce (CVRD) ของบราซิลเพื่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กในบราซิล โดยโรงงานตั้งอยู่ในรัฐ Espirito Santo ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 5 ล้านตันต่อปี โดยกลุ่ม Baosteel จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการร่วมค้านี้โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 80 ตามที่ Charles Tang ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมบราซิล – จีน ซึ่งบริษัทสัญชาติจีนอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะทำตามตัวอย่าง Baosteel อนาคต พันธมิตรที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ โครงการบอกไซต์และอะลูมิเนียม 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดย บริษัท Mineracao Curimbaba ของบราซิลและการลงทุนอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของจีนในรัฐ Minas Gerais Mineracao Curimbaba เป็นองค์กรขนาดเล็กที่มีผลผลิตต่อปี 140,000 เมตริกตัน ดังนั้นจีนจึงคาดว่าจะให้เงินเพียงบางส่วนเท่านั้น
เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกด้านพลังงานจากบราซิลไปยังประเทศจีน ในเดือนมิถุนายน 2006 CVRD (เหมืองแร่บราซิล) ลงนามในสัญญามูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ China Rongsheng Shipbuilding และ Heavy Industries เพื่อสร้างเรือขนส่งแร่ขนาดใหญ่ 12 ลำ โดยเรือจะมีความสามารถในการขนส่งแร่เหล็ก 30.2 ล้านเมตริกตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 31 ของการส่งออก CVRD ไปยังประเทศจีนในปี 2007 แม้จะมีวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่การส่งออก CVRD และการค้า ไปยังประเทศจีนยังคง บริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ของจีนและ Brazilian Gosipar เปิดตัวกิจการร่วมค้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปเหล็กในรัฐ Para ขึ้น
ในเดือนกรกฎาคม 2009 Wuhan Iron & Steel (Wisco) ของจีนยืนยันว่ามีความตั้งใจที่จะสร้างโรงงานแปรรูปเหล็กใน Porto Aco ทางตอนเหนือของ Rio de Janeiro โครงการดังกล่าวรวมถึงการก่อสร้างท่าเรือซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยมี บริษัท LLX ของบราซิลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างท่าเรือ แผนดังกล่าวจะมีผลผลิตต่อปี 5,000 ตันและคาดว่าจะสร้างงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง
Infrastructure

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของบราซิลเป็นสิ่งที่จีนต้องการเข้ามามีส่วนร่วม โดยบริษัทจีนได้รับสัญญาที่สำคัญในการสร้างถนน ทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ สะพาน คลอง และโครงการเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ ในปี 2007 หัวเว่ยโทรคมนาคมบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ได้รายงานว่าได้รับกำไร 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการดำเนินงานในบราซิล บริษัท Huawei มีคู่แข่งอย่าง Zhong Xing Telecommunication Equipment Limited (ZTE) ได้ให้คำมั่นที่จะลงทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศบราซิล ซึ่ง Huawei เข้ามาอยู่ในบราซิลตั้งแต่ปี 1998 และกำลังหาทางรุกตลาดโทรศัพท์มือถือในพื้นที่โดยการขายโทรศัพท์ 1 ล้านเครื่องในปี 2008 ขณะที่ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าตลาดโทรศัพท์มือใหญ่ของบราซิล กำไรของหัวเว่ยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปีตั้งแต่ปี 2006
ในเดือนสิงหาคม 2009 บริษัท จีนสองแห่งเปิดตัวโครงการรถไฟหัวกระสุนที่จะเชื่อมต่อเซาเปาโลกัมปินัสและริโอเดอจาเนโร โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนอย่างดีกับ บริษัท เหล่านี้ในการประมูลเพื่อให้ได้สัญญาโดยการส่งผู้แทนของรัฐมนตรีหลายคนไปล็อบบี้ชาวบราซิล ยิ่งกว่านั้น Changchun Railway Vehicles (CNR) ซึ่งเป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ประมูลสัญญาได้ขายรถไฟไปแล้ว 19 ขบวนและ 85 ขบวนรถให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในริโอเดอจาเนโรในอดีต จากการล๊อบบี้จากจีน และความจริงที่ว่าบริษัทจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรถไฟใต้ดินในประเทศบราซิลนอกจากนี้จีนยังได้รับรางวัลสัญญาทางรถไฟสำคัญ ๆ ในเมืองใกล้เคียง แต่จีนเองก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทของยุโรปและญี่ปุ่น

ในเดือนมิถุนายน 2013 ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของจีนประกาศให้ธนาคารแห่งประเทศจีน อนุมัติเงินทุนจำนวน 15,000 ล้านหยวนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในรัฐ Mato Grosso โดยจะเป็นการลงทุนในการพัฒนาทางรถไฟ และโกดังหลายแห่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างเครือข่ายทางรถไฟกว่า 3,000 กิโลเมตรด้วยเงินทุนของจีน และจากการดำเนินการโครงการเจ้าหน้าที่ของ Mato Grosso ทำให้จีนและบราซิลเชื่อว่าความสามารถของรัฐในการเคลื่อนย้ายผลผลิตทางการเกษตรขนาดใหญ่ไปยังทะเลจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 50
โครงสร้างพื้นฐานของบราซิลยังค่อนข้างด้อยพัฒนา และเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องความต้องการโครงสร้างพื้นฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจังการพัฒนาเศรษฐกิจของบราซิลจะไม่เกิดขึ้น จากตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า บริษัท จีนหลายแห่งได้ยกเลิกถั่วเหลืองและการขนส่งทางการเกษตรอื่น ๆ จากบราซิลเนื่องจากความล่าช้า ซึ่งความล่าช้าเหล่านี้เป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดีระบบราชการที่มากเกินไปและการทุจริต แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สิ้นหวังของบราซิลมีแนวโน้มที่จะดึงดูดการลงทุนของจีนมากขึ้น

ในปี 2015 รัฐบาลของจีน เปรู และบราซิลเสนอแผนการสร้างทางรถไฟ โดยจุดเริ่มต้นจะเริ่มตั้งแต่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในบราซิลไปจนถึงชายฝั่งแปซิฟิกในเปรู โดยจีนตกลงที่จะสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการรถไฟ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบราซิล และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับป่าฝนอเมซอน ซึ่งโครงการนี้จะลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการขนส่ง สำหรับประเทศจีนการใช้ทางรถไฟ บราซิลและเปรู ได้ทำให้จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของบราซิลมาตั้งแต่ปี 2009
จากความสัมพนธ์ระหว่างจีนและบราซิลที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าจีนและบราซิลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในด้านต่าง ๆ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าในภายภาคหน้าจีนและบราซิลนั้นจะมีการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ไปในทิศทางใด
ที่มา
Horta, L. (2015). Brazil-China Relations. RSIS Working Paper. 87. [Online]. Retrieved from https://www.rsis.edu.sg/wp-content/uploads/2015/03/WP287.pdf
Patrick Gillespie. (2016). China’s dream project hindered by Brazil crisis. Retrieved from https://money.cnn.com/2016/06/09/news/economy/china-brazil-peru-train/index.html
MorcoPress. (2015). The project of a trans-continental railway, Atlantic to Pacific, with Chinese funds. Retrieved from The project of a trans-continental railway, Atlantic to Pacific, with Chinese funds

