Economy

ความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์แบบได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียวในด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ส่วนมากระหว่างจีนกับประเทศกำลังพัฒนาเกิดจากการลงทุนด้านพลังงานของจีนในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านน้ำมันและก๊าซ และรวมถึงแหล่งพลังงานอื่น ๆ อย่างแร่ธาตุ เช่น ซิงค์ นิกเกิล แมงกานีส และไม้ เป็นต้น ประเทศกำลังพัฒนาส่วนมากที่ทำการค้าขายกับจีนจะส่งออกทรัพยากรธรรมชาติและสินค้าที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูป อย่างผลผลิตทางการเกษตรและการประมงมายังจีน แต่ในขณะเดียวกันก็นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีน อย่างเช่น สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร เป็นต้น รูปแบบความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกปะหลาดสักนิด เพราะรูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีต่อประเทศในแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้เช่นกัน 

แม้ว่าในอดีตนั้น จีนกับบราซิลจะถูกเรียกขานว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งคู่ แต่หลังจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน จีนก็เริ่มถูกมองจากคนบางกลุ่มว่าเป็นประเทศที่เกือบเป็นมหาอำนาจ เนื่องจากจีนมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกและการทหารที่ทันสมัย แม้ว่าบราซิลไม่อาจสามารถเทียบเท่าจีนได้ในเรื่องของขนาดประเทศและขนาดเศรษฐกิจ แต่บราซิลก็ยังมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 10 ของโลก และยังมีความทันสมัยของเทคโนโลยีและมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

ในช่วงปีค.ศ. 1990 การพัฒนาเศรษฐกิจของบราซิลและจีนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก แม้ว่าเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตขึ้นทั้งคู่แต่ความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้นมีบริบทที่ต่างกันออกไป

เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศในลาตินอเมริกาประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศในแอฟริกาและเอเชีย จีนนั้นมีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการสกัดในแอฟริกาและประเทศอื่น ๆ แต่หากสังเกตจะเห็นได้ว่าไม่มีการลงทุนประเภทนี้จากประเทศอื่นในจีนเลย หากแต่บราซิลนั้นได้รับข้อยกเว้น และจีนได้ลงทุนและให้คำมั่นที่จะลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคทรัพยากรธรรมชาติของบราซิล โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซ และเหมือง ซึ่งบริษัทขุดเจาะเหมืองของบราซิลบริษัทหนึ่งได้ทำแผนงานการขุดเจาะมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการในจีน โดยเฉพาะในด้านการขุดแร่นิกเกิลและถ่าน และยิ่งไปกว่านั้นยังได้ลงทุนเพิ่มอีก 65 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในโครงการขุดเหมืองในเมืองชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองต้าเหลียน ซึ่งเหมืองนี้สามารถผลิตนิกเกิลได้สูงถึง 32,000 ตันต่อปี และยังมีโครงการขุดเจาะเหมืองอีกหลายโครงการในจีนอีกด้วย

นอกเหนือจากด้านการลงทุนการขุดเจาะในจีนแล้ว ยังมีด้านการก่อสร้าง ซึ่งบริษัทบราซิลชนะประมูลได้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเขื่อนในจีนอีกด้วย ส่วนมากจีนจะเป็นผู้ให้เทคโนโลยีขั้นสูงและความรู้ รวมไปถึงจีนยังมีการส่งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมากมายไปยังประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยเหลือประเทศเหล่านั้นพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของตน รัฐบาลจีนยังได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติเพื่อเชิญชวนให้มาศึกษาที่ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

ในปีค.ศ. 2006 จีนเป็นประเทศส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของบราซิล บราซิลส่งออกรถยนต์ไปยังจีนรวมเป็นมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ บราซิลมีบทบาทในตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกจากลาตินอเมริกาไปยังจีน

ความสัมพันธ์จีน-บราซิลมีความแตกต่างไปจากความสัมพันธ์จีน-ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย ในขณะที่จีนช่วยบราซิลในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเช่น ดาวเทียม และจรวด เป็นต้น  แต่บราซิลก็ได้ช่วยเหลือจีนในด้านการขุดเจาะน้ำลึก เซ็นเซอร์ระยะไกล และอื่น ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร เป็นต้น

แท้จริงแล้วบราซิลนั้นได้ให้ความช่วยเหลือจีนในด้านวิทยาศาสตร์จนถึงไปด้านอื่น ๆ ที่มากกว่าจีนได้ช่วยเหลือแก่บราซิล จนกระทั่งปีค.ศ. 2005 อัตราการลงทุนจากบราซิลในจีนนั้นเริ่มมีมากกว่าอัตราการลงทุนจากจีนในบราซิล แต่อย่างไรก็ตามระหว่างปีค.ศ. 2007 ถึงปีค.ศ. 2012 อัตราดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม การลงทุนจากจีนในบราซิลสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปีค.ศ. 2007

“เมื่อคนจีนพูดว่าพวกเขาจะไปเอาเงินพวกเขาก็ได้ หากพวกเขาพูดว่าถนนเส้นนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม มันจะเสร็จภายในเดือนมกราคม พวกเขาไม่ใช่พวกคนขี้โม้อย่างคนอื่น” – นักการทูตบราซิล

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของจีนและบราซิลนั้นเกิดขึ้นได้เกือบ 30 ปีมาแล้วและได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง ในปีค.ศ. 2007 การค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตไปจนถึง 4 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตอนสิ้นปีค.ศ. 2008 ในปีค.ศ. 2015 จีนนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมจากบราซิลนับเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ 

จีนกลายมาเป็นหุ้นส่วนการค้าระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของบราซิลแทนที่สหรัฐมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2009  การค้าระหว่างสหรัฐและบราซิลมีมูลค่าลดลงเป็นจำนวนมากถึง 3.5 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปีค.ศ. 2009 ซึ่งตกลงมาเกือบ 2 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในเวลาเพียงปีเดียว หลังจากนั้นเป็นต้นมา การค้าระหว่างบราซิลและสหรัฐก็ตกลงเรื่อย ๆ เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับ จีนและบราซิลที่มีการค้าระหว่างกันสูงขึ้นหลายพันล้านเหรียญในแต่ละปี จนเมื่อปีค.ศ. 2018 การค้าระหว่างจีนและบราซิลสูงถึงแสนล้านเหรียญ นับเป็นสองเท่าของการค้าสูงสุดระหว่างบราซิลและสหรัฐเลยทีเดียว

ในปีค.ศ. 2017 บราซิลส่งออกและนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นจำนวน 22 เปอร์เซ็นต์ และ 18 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสินค้าส่งออกและนำเข้าทั้งหมดตามลำดับ ในปีค.ศ. 2018 จีนนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงติดอันดับ 5 ซึ่งสินค้าที่จีนนำเข้าได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำมันปิโตรเลียมดิบ แร่เหล็ก เซลลูโลส และเนื้อวัว มากยิ่งไปกว่านั้นจีนซื้อน้ำมันดิบและแร่เหล็กจากบราซิลมากกว่าครึ่งของการผลิตของบราซิลอีกด้วย

จากรายงานการลงทุนในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ในปีค.ศ. 2017 รายงานว่าจีนกลายมาเป็นนักลงทุนชั้นนำของภูมิภาคนี้ ซึ่งกว่า 68 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในบราซิลทั้งนั้นเป็นบริษัทที่ทำการค้าเกี่ยวกับการสกัดปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ พลังงานไฟฟ้า การสกัดแร่เหล็ก และการผสมแร่เหล็ก และนับเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทจีนทั้งหมดที่เข้ามาลงทุนในบราซิลเป็นรัฐวิสาหกิจ

นอกเหนือจากธุรกิจ 4 ภาคหลักที่จีนเข้ามาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ และธุรกิจการเกษตรแล้ว จีนเข้ามาลงทุนธุรกิจการบริการในบราซิล อย่าง AliExpress และ 99Taxis รวมถึงลงทุนในด้านการศึกษา ด้านการบริการสุขภาพ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น เรียกได้ว่าจีนพยายามเข้ามาลงทุนในทุกภาคส่วนเลยก็ว่าได้

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากจนเกิดกองทุนความร่วมมือบราซิล-จีนเพื่อการขยายกำลังการผลิต(FUND) โดยมีการระดมทุนกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนความร่วมมือการลงทุนระหว่างจีนและลาตินอเมริกา(CLAI Fund) ได้ให้เงินสนับสนุนเป็นจำนวนกว่า หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และธนาคารแห่งชาติบราซิลเองก็ได้สนับสนุนอีกกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจุดประสงค์ของกองทุนนี้เพื่อสนับสนุนโครงการในโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและธุรกิจการเกษตร ซึ่งในปัจจุบันกองทุนนี้ได้ให้ทุนแก่โครงการทั้งหมดรวม 5 โครงการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนและบราซิลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทางรัฐบาลบราซิลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนในจีนอีกเรื่อย ๆ 

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบราซิลได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่และได้ Jair Bolsonaro เป็นประธานาธิบดีคนล่าสุดของบราซิล ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่า ประธานาธิบดี Jair Bolsonaro เป็นประธานาธิบดีที่นิยมชมชอบประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ซึ่งได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนในการหาเสียงช่วงระหว่างการลงสมัครรับเลือกเป็นประธานาธิบดี ซึ่งนาย Bolsonaro เองก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศจีนอย่างหนักหน่วงด้วยคำกล่าวที่ว่าประเทศจีนไม่ได้ทำการค้าขายกับประเทศบราซิลแต่กำลังซื้อประเทศบราซิลอยู่ ประโยคดังกล่าวของ Bolsonaros ได้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวต่อประเทศจีนที่กำลังก้าวเข้ามามีอิทธิพลในประเทศตนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลงทุนในส่วนที่มีความอ่อนไหวของประเทศ อาทิ ในด้านพลังงาน โทรคมนาคมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่ไนโอเบียม (niobium) ซึงมีอยู่ที่บราซิลมากกว่าร้อยละ 85 ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้ซื้อแร่ดังกล่าวเป็นจำนวนมากนาย Jair จึงมองว่าไม่ควรทำให้ประเทศจีนเข้ามาซื้อได้อย่างอิสระและต้องควบคุมการซื้อขายเนื่องจากเป็นทรัพยากรที่จะสามารถทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ คำพูดดังกล่าวของนาย Bolsonaro ทำให้ประเทศจีน
แม้ว่าในช่วงต้นของการเข้ามามีบบาททางการเมืองอาจมำหใ้ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเริ่มต้นได้ไม่สวยนัก แต่อย่างไรก็ตามภายหลังการได้ตำแหน่งและเข้ามาบริหารงานของประธานาธิบดี Bolsonaro กลับพบว่าประธานาธิบดีของบราซิลนั้นได้เปลี่ยนแปลความคิดไป ภายหลังการพบกับเอกอัครราชทูต Yang Wanming ของจีนประธานาธิบดี Jair Bolsonaro กล่าวชื่นชมว่าประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ดีและกล่าวต้อนรับการลงทุนของจีน นอกจากนี้ยังให้การเน้นย้ำว่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากประเทศของตนต้องการที่จะขยายความสัมพันธ์กับทุกประเทศ พร้อมทั้งให้การยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศภายในปีนี้เพื่อแก้ไขความเสียหายจากคำพูดของตนในระหว่าการลงสมัครเลือกตั้ง

จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและประเทศกำลังพัฒนาส่วนมากนั้นเรียกได้ว่า เหมือนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ได้เปรียบและเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด หากมองจากมุมมองสินค้าที่นำเข้าและส่งออกของกันและกัน ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะประเทศใดกับประเทศใด หากเกิดความเท่าเทียมจะทำให้ความสัมพันธ์นั้นดีและราบรื่นมากขึ้น เพราะจะไม่มีประเทศใดรู้สึกเสียเปรียบไปกว่าอีกประเทศหนึ่ง จนทำให้อาจเกิดเป็นความเสียหายและเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ 

 และจากการที่จีนนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมจากบราซิลนับเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ นับได้ว่าบราซิลถือครองความมั่นคงทางอาหารของจีนอยู่เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เกือบถึงครึ่งนึงของการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมของจีนเลยก็ว่าได้ และจากการที่บราซิลสามารถผลิตเครื่องบินขายได้เป็นจำนวนมากนั้นกล่าวได้ว่าบราซิลมีความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่สามารถแข่งขันในตลาดที่มีความต้องการมากที่สุดของโลกได้อย่างดี

หากวิเคราะห์จากมุมมองทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและบราซิลนั้นเกิดขึ้นจากความต้องการทางการค้าเป็นตัวตั้ง เพิ่มเติมด้วยความสนใจในการแสวงหาหุ้นส่วนทางการค้าใหม่ รวมไปถึงเรื่องการเป็นฐานเสียงให้กันและกันในเวทีโลกอีกด้วย หากสังเกตความสัมพันธ์ของจีน-บราซิล แม้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้จะมีมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นขึ้นในช่วงปีค.ศ. 2009 ที่จีนขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของบราซิลแทนที่สหรัฐ ซึ่งปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะความต้องการของประธานาธิบดี Lula ที่มีความต้องการที่จะหาพันธมิตรหน้าใหม่ และแสวงหาคู่ค้าใหม่ และจีนก็เป็นตัวเลือกที่ดีของบราซิล และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันมาเรื่อย ๆ และมีการค้าขายกันมากขึ้นอย่างที่การค้าระหว่างบราซิลและสหรัฐเทียบไม่ติด ด้วยความที่ว่าบราซิลต้องการหาพันธมิตรใหม่ และจีนต้องการผลประโยชน์ ความสัมพันธ์จึงขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น นอกจากจีนจะเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการค้า จีนยังได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากบราซิลอีกด้วย ซึ่งความรู้ที่จีนต้องการจากบราซิลก็เป็นความรู้ด้านเทคโนโลยีที่บราซิลนั้นได้มาจากประเทศตะวันตก อย่าง สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งจีนก็เล็งเห็นช่องทางตรงนี้ด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงความคิดดังกล่าวภายหลังการเข้ามาดำรงตำแหน่งของ Bolsonaro ถูกมองว่าเป็นความจำเป็นของประเทศบราซิลเองเนื่องจากยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของประเทศจีนอยู่ หากตัดความสัมพันธ์กับประเทศจีนไปก็อาจจะยากในการหาตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ดังเช่นตลาดประเทศจีนได้ แม้ว่าในปัจจุบันประเทศบราซิลจะยังอยู่ในช่วงปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอยู่แต่ก็ยังคงไม่มีความแน่นอนว่าในภายภาคหน้าจะสามารถทำให้ประเทศสหรัฐให้มาเป็นประเทศคู่ค้าหลักเพื่อคานอำนาจกับประเทศจีนได้หรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลและประเทศจีนจึงยังคงเป็นที่น่าติดตามหากว่าประเทศบราซิลสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐได้สำเร็จแล้วความสัมพันธ์ปับประเทศจีนจะดำเนินไปอย่างไรในภายภาคหน้า

อ้างอิง

Alexis T. D. & Elias M. K. J.. (2016). Brazil and China: An Assessment of Recent Trade Relations. [Online]. Retrieved October, 18. From https://pdfs.semanticscholar.org/17bf/267ac9eeb4f502a14d30247b3fd8d8037376.pdf

Burton, G. (2018). What President Bolsonaro Means for China-Brazil Relations. Retrieved October, 18. From https://thediplomat.com/2018/11/what-president-bolsonaro-means-for-china-brazil-relations/

CLbrief. (2019). Brazil-China economic relationship marked by unstoppable growth. [Online]. Retrieved October, 18. From https://clbrief.com/brazil-china-economic-relationship-marked-by-unstoppable-growth/

Lapper, R. (2019). Bolsonaro Took Aim at China Then Reality Struck. Retrieved October, 18. From https://www.americasquarterly.org/content/china-brazil-trade

Horta, L. (2015). Brazil-China Relations. RSIS Working Paper. 87. [Online]. Retrieved from https://www.rsis.edu.sg/wp-content/uploads/2015/03/WP287.pdf

Presidency of the Republic of Brazil. (2019). Bolsonaro confirms trip to China in search of furthering bilateral trade. Retrieved October, 18. From http://www.brazil.gov.br/about-brazil/news/2019/03/bolsonaro-confirms-trip-to-china-in-search-of-furthering-bilateral-trade?TSPD_101_R0=9572f816374927073291b05b791e0bb4bZ00000000000000000c1fa3131ffff00000000000000000000000000005dab21bb00c3d3e88508282a9212ab20008f5a8bd69571a57553b1c405811cb697516c7b522b144d0578ff323773999fce084ba6f5a20a2800a6cc245d9132eeab90c193d7cb3994ff385b2de0e9f40df9fea0c34ccbbc1d9e1943f8514e9b6ea3