Military Cooperation

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างรัสเซียและบราซิลในช่วงปี 1990 

หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตได้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้นมากมายหนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและประเทศต่างๆ โดยในบริบทนี้จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและบราซิล โดยเริ่มแรกความสัมพันธ์ในขั้นต้นของทั้งสองประเทศมักออกมาในรูปแบบของนโยบายต่างประเทศที่เน้นด้านการค้าร่วมกันอย่างเสรี ตามแนวเสรีนิยมใหม่เท่านั้น เป็นผลให้ความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของทั้งสองในช่วงนี้มีลักษณะที่ดำเนินไปในรูปแบบที่ค่อนข้างห่างเหินและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

แม้ว่าบราซิลจะเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ในละตินอเมริกาที่ยอมรับสถานะทางกฎหมายและการเมืองใหม่ของสหพันธรัฐรัสเซีย แต่ในความจริงแล้วความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศหลังสงครามเย็นสิ้นสุดมีรูปแบบความสัมพันธ์ลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในรัสเซียและการเปิดตัวเศรษฐกิจในเชิงพาณิชย์ของบราซิลในปี 1990 ที่ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจมากมายต่อทั้งสองประเทศ ประกอบกับความอ่อนแอทางการเมืองของทั้งสองประเทศในขณะนั้นก็ล้วนมีปัญหาเนื่องจากประเทศทั้งสองได้ผูกนโยบายต่างประเทศของพวกเขากับประเทศที่พัฒนาแล้วมากเกินไป

ความร่วมมือที่จำกัดระหว่างรัสเซียและบราซิลค่อย ๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากรัสเซียแสดงท่าที่ว่าสนใจผูกมิตรกับบราซิลซึ่งเห็นได้จากหลายเหตุการณ์ เช่น การที่คณะผู้แทนทางการค้าของรัสเซียได้เข้าเยือนบราซิลและได้มีข้อตกลงเพื่อทำการเปิดโรงงานประกอบเครื่องบินที่รัฐรีอูกรันดีดูซูล การที่นโยบายต่างประเทศของรัสเซียมีการกล่าวถึงบราซิลในฐานะประเทศที่อยู่ในรายการความสำคัญของรัสเซียด้านการร่วมมือ การที่รัสเซียลงนามในสัญญาในปี 1994 เพื่อให้บราซิลเป็นที่แรกที่ติดตั้งระบบต่อต้านอากาศยาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีการลงนามของรัสเซียและบราซิลที่เกี่ยวกับการติดตั้งระบบต่อต้านอากาศยานนั้นแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีความต้องการที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และนอกเหนือจากด้านความสัมพันธ์ทั่วไปแล้วรัสเซียยังมีความต้องการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ด้านอื่นๆกับบราซิลอีกด้วยโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร

โดยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้นได้แสดงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากในปี 1996 ที่ Primakov ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ได้ให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของรัสเซียและบราซิลเป็นพิเศษ เห็นได้จากที่เขาได้ไปเยือนประเทศบราซิลด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับตำแหน่ง ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวโดยผู้มีอำนาจของรัฐบาลระดับสูงของรัสเซียที่ไปยังบราซิลตลอดช่วงปี 1990 และผลจากการเยือนของ Primakov ทำให้เกิดความร่วมมือกันในระดับสูงระหว่างบราซิลและรัสเซียขึ้น เห็นได้จากมีการประกาศให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Commission Commission) ทั้งสองประเทศเพื่อเป็นกลไกในการดำเนินงานระหว่างกัน ถึงแม้ระบบการทำงานของคณะกรรมาธิการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในช่วงนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเนื่องจากปัญหาหลายประการไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจการเมืองที่ปั่นป่วนในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตามการร่วมมือที่เกิดขึ้นก็ได้ช่วยป้องกันการเพิ่มของปัญหาของทั้งสอง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่ชัดเจนของทั้งสองประเทศที่ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของพวกเขา ซึ่งผลจากความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นส่งผลให้ในปี 1997 คณะกรรมมาธิการความร่วมมือระดับสูงของบราซิลได้เสนอความร่วมมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง(นิวเคลียและเทคโนโลยีอวกาศ)กับรัสเซีย จนเกิดเป็นข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ และข้อตกลงความร่วมมือส่วนอวกาศเพื่อความสงบสุข

การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียและบราซิล ในช่วงปี 2000

ถึงแม้ความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีระหว่างมอสโกและบราซิเลียในปี 2000 นั้นจะไม่ราบรื่นมากนัก แต่คณะกรรมาธิการระดับสูงของทั้งสองประเทศก็ได้แก้ปัญหาโดยการจัดให้มีการการประชุมระหว่างผู้นำระดับทั้งสองประเทศขึ้นเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ นอกจากนั้น Fernando Henrique Cardoso ประธานาธิบดีของบราซิลในขณะนั้นเองก็ได้ไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของในปี 2002 และได้มีการได้มีการจัดตั้งความร่วมมือทวิภาคีเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการทหารระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งผลจากการกระทำเหล่านั้นทำให้ความสัมพันธ์รัสเซียและบราซิลมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนส่งผลต่อความร่วมมือที่มีต่อกันในเวลต่อมาไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง

ในยุคที่ Luiz Inácio Lula da Silva ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของบราซิลในปี 2003 นั้น ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างรัสเซียและบราซิลได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประธานาธิบดี Lula เป็นผู้ที่เน้นดำเนินนโยบายโดยให้ความสำคัญต่อประเทศ จีน อินเดียและรัสเซียเป็นหลัก และเนื่องจากในปีเดียวกันได้เกิดเหตุการณ์ที่ยานส่งดาวเทียม VLS-1 ของบราซิลได้ระเบิดที่ศูนย์ Alcântara ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้แก่รัฐบาลบราซิลเป็นอย่างมาก รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นประเทศพันธมิตรในขณะนั้นจึงได้ให้ความช่วยเหลือต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดของรัสเซียเข้าไปช่วยเหลือและตรวจสอบเหตุที่ทำให้เกิดการระเบิดขึ้น และในปีเดียวกันนั้นรัสเซียและบราซิลก็ได้มีการลงนามในข้อตกลงด้านเทคโนโลยีการทหาร ซึ่งข้อตกลงนี้ถือได้ว่าเป็นผลจากการที่รัสเซียเข้าไปช่วยตรวจสอบเหตุระเบิดยานส่งดาวเทียม VLS-1 และผลจากข้อตกลงนี้ทำให้เกิดการระบบดาวเทียมของบราซิลเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเนื่องจากรัสเซียได้มีการสนับสนุนให้บราซิลทำการเปิดหอส่งดาวเทียมเป็นต้น 

นอกจากนี้ประธานาธิบดีของรัสเซียอย่าง Vladimir Putin เองก็ได้ไปเยือนบราซิลครั้งแรกในปี 2004 เพื่อสร้างความเป็นพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีและขยายความร่วมมือในภาคพลังงานด้วยเช่นกัน โดยการเยือนของ Putin ในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของมอสโกเนื่องจากเมื่อปลายปี 2003 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศบราซิล (FAB) ได้เปิดการเสนอราคาเพื่อซื้อเครื่องบินรบใหม่ให้แก่กองทัพ ดังนั้นการเยือนอย่างเป็นทางการของรัสเซียในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับรัสเซียที่จะโน้มน้าวเจ้าหน้าที่ทางการของบราซิลให้เห็นด้วยกับเครื่องบินรบ SU-35 ของรัสเซียว่ามีศักยภาพเหนือกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งและถ้าหากการตกลงซื้อขายนี้สำเร็จ ข้อตกลงนี้จะกลายเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการป้องกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ต่อกันมา

ในปี 2005 ประธานาธิบดีรัสเซียและบราซิลได้เดินทางเพื่อปะกันที่กรุงมอสโควและลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในอวกาศระหว่างกัน ทั้งสองได้แถลงถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และยังมีความตั้งใจที่จะสำรวจศักยภาพในด้านอื่น ๆ ของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการทหารเพิ่มเติม และหลังจากการประชุมปี 2005 นี้ทางรัฐบาลบราซิลได้ประกาศเริ่มโครงการ Cruzeiro do Sul ตามในข้อตกลงของทั้งสองประเทศ ที่บราซิลต้องพัฒนายานอวกาศกับรัสเซีย เห็นได้จากในปี 2006 ที่มีการส่ง Marcos César Pontes ซึ่งเป็นนักบินอวกาศชาวบราซิลไปทำงานที่สถานีอวกาศนานาชาติ โดยภารกิจการส่งนักบินในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของบราซิลเป็นอย่างมากและมันยังส่อให้เห็นถึงโครงการอันยอดเยี่ยมของบราซิลอีกด้วย สิ่งนี้ยิ่งส่งผลให้ชาวบราซิลเห็นดีเห็นงามกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซีย มากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อรัสเซียคิดราคาการปล่อยตัวครั้งนี้เพียงครึ่งหนึ่งของราคาปกติ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการนำเสนอขายเครื่องบินของรัสเซียจากในปี 2004 จะเหนือกว่าคู่แข่งในทางเทคนิคแต่ว่าข้อตกลงการซื้อขายของระหว่างทั้งสองประเทศก็ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจาก FAB ได้ถอนข้อเสนอของรัสเซียอย่างเป็นทางการออกจากการประมูลในรอบสุดท้ายในปี 2008 โดยรัฐบาลบราซิลได้ออกมาให้เหตุผลว่าการที่รัฐบาลบราซิลปฏิเสธที่จะยอมรับข้อเสนอของรัสเซียนั้น เป็นผลมาจากที่ผู้ผลิตชาวรัสเซียปฏิเสธที่จะถ่ายโอนเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องบินเหล่านี้ให้แก่บราซิล ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลบราซิลในครั้งนี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี Dimitri Medvedev ของรัสเซียไปเยือนบราซิลได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่กระนั้นการเยือนครั้งนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าเนื่องจากผลจากการเยือนของ Medvedev ในครั้งนั้นทำให้ รัฐบาลบราซิลตัดสินใจที่จะประกาศซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi-35 ของรัสเซียเป็นจำนวนสิบสองลำมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นการซื้อขายอุปกรณ์ทางทหารครั้งแรกระหว่างบราซิลและรัสเซียจนถึงขณะนั้นและถือได้ว่าเป็นความร่วมมือทางทหารที่เกี่ยวข้องมากที่สุดระหว่างทั้งสองประเทศในขณะนั้น ดังนั้นทั้งบราซิลและรัสเซียจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางทหารและทางเทคนิคระหว่างกัน และทำข้อตกลงกันในเรื่องการกำหนดเงื่อนไขการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุดถึงเก้าสิบวัน เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั้งสอง โดยประธานาธิบดี Lula เองก็ได้มีการออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่าบราซิลและรัสเซียเห็นชอบกับความร่วมมือในหลายระดับมากขึ้นเห็นได้จากการที่มีข้อตกลงความร่วมมือต่างๆร่วมกันที่เป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นว่าความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของทั้งสองนั้นแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเก่าเป็นอย่างมาก

ต่อมาในปี 2008 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Nelson Jobim และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ Mangabeira Unger ของบราซิลได้ไปเยือนรัสเซียเนื่องจากมีความพยายามที่หาข้อตกลงในการก่อสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของบราซิลและโรงงานยานทหารในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้บราซิล ถึงแม้การไปเยือนครั้งนั้นของบราซิลจะไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา Valentin Sobolev ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงของรัสเซียได้เดินทางไปเยือนบราซิลและลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาเครื่องบินรบ ดาวเทียม เรือดำน้ำ ระบบแผนที่ และเทคโนโลยีการนำทางระยะไกล  นอกจากนั้นยังมีประเด็นการถ่ายโอนเทคโนโลยีอย่างการเปิดตัวโครงการความร่วมมือในการสร้างและพัฒนา GLONASS ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมนำทางของรัสเซีย ซึ่งเทียบเท่าได้กับ GPS นั้นเอง 

ในเดือนธันวาคม ปี 2012 หลังจากที่ประธานาธิบดี Dilma ได้ทำการเยือนรัสเซีย บราซิลก็ได้ทำสัญญาซื้อระบบต่อต้านอากาศยานจากรัสเซียในปี 2013 นอกเหนือจากนั้น Rostec ของรัสเซียและบริษัท Odebrecht ของบราซิลก็ได้ทำข้อตกลงที่จะร่วมมือกันสร้างเฮลิคอปเตอร์ อาวุธป้องกันภัยทางอากาศ และเรือ เป็นต้น และข้อตกลงทำประกอบและทำการค้าเฮลิคอปเตอร์ตระกูล Mi-171 ร่วมกัน รวมไปถึงพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพบราซิลร่วมกัน

ในปี 2013 ณ ที่ประชุมกลาโหมความมั่นคงทางอากาศของลาตินอเมริกา Dmitry Shugaev รองผู้อำนวยการ Rostec ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีด้านเทคโนโลยี โดยอ้างถึงบริษัทที่ผลิตสินค้าให้แก่กัน ได้แก่ บริษัท Odebrecht, บริษัท Mectron, บริษัท Marcopolo ของบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตรถบัสให้แก่รัสเซียร่วมกับบริษัท Kamaz และการใช้ระบบจำจดใบหน้าในงาน World Cup กับ Olympics และในปีเดียวกันนั้น รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย Sergei Shoigu เดินทางไปประมูลระบบขีปนาวุธอีกด้วย และรัสเซียยังได้ทำการสร้าง สถานีเลเซอร์ Sazhen-TM-BIS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ GLONASS ที่มหาวิทยาลัย Brasília ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานีแรกนอกประเทศรัสเซีย และในปีเดียวกันนั้น คณะกรรมาธิการระดับสูงได้มีการแถลงการณ์ร่วมระหว่างบราซิลและรัสเซียในการลงนามการซื้อขายอุปกรณ์ทางทหาร โดยมีรองประธานาธิบดีบราซิล Michel Temer และนายกรัฐมนตรีรัสเซีย Dimitri Medvedev ได้ทำการเจรจากันในกรณีการซื้อขายปืนใหญ่ Pantsir S-1 ของรัสเซีย อย่างไรก็ตามเนื่องจากวิกฤติการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณที่บราซิลกำลังประสบอยู่ในขณะนั้นทำให้ในภายหลัง ข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายดังกล่าวจึงยังไม่ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการ ต่อมาบราซิลได้ให้ความสนใจในเรื่องระบบป้องกันทางไซเบอร์ เนื่องจากความตึงเครียดในการเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐที่ได้กระทำการกับอีเมลส่วนตัวของประธานาธิบดีบราซิล

ช่วงกลางปี 2014 ผู้แทนกองทัพบราซิลได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการซ้อมรบของกองทัพรัสเซีย เนื่องจากการเปิดตัวของอุปกรณ์ Sazhen-TM-BIS บราซิลและรัสเซียจนตกลงที่จะสร้างสถานีเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยสหพันธ์แห่ง Santa Maria และที่สถาบันเทคโนโลยี Pernambuco ในบราซิล ต่อมาในงานแสดงสินค้า LABACE รัสเซียได้มีการอนุญาตให้ใช้เฮลิคอปเตอร์ Ka-32 ในการอบรมและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีแก่บราซิล

และในปี 2015 ทาง Rostec ได้ออกมาประกาศถึงความตั้งใจที่จะสานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบราซิลโดยใช้ระบบ Safe City กับ E-Government ที่เป็นการใช้อาวุธป้องกันภัยทางอากาศและเฮลิคอปเตอร์พลเรือนและทางทหาร ในปีเดียวกันนั้น รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมบราซิล Aldo Rebelo และประธานองค์กรอวกาศ José Raimundo Braga Coelho ได้เดินทางไปยังรัสเซียเพื่อขยายความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ เรื่องที่ถูกยกมาในที่ประชุมมีเรื่องการขยายสถานีเทียบของ GLANOSS และการติดตั้งสถานีตรวจสอบพื้นที่ใน Itajubá นอกเหนือจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนในอนาคตว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จากทั้งสองประเทศ

ต่อมาในการประชุม BRICS ปี 2015 ประธานาธิบดี Dilma ยังได้ประกาศถึงความสนใจในการพัฒนาพลังงานปรมาณู การปล่อยดาวเทียม โครงสร้างยานอวกาศร่วมกับรัสเซีย ทั้งนี้รัสเซียยังมีส่วนร่วมในภารกิจ Aster ซึ่งเป็นโครงการอวกาศนานาชาติแห่งแรกของบราซิลมีขึ้นเพื่อสร้างสิ่งที่สามารถสำรวจดาวเคราะห์น้อย 2001SN263 ที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสได้ หลังจากการประชุมครั้งนั้น บราซิลตัดสินใจใช้ระบบ Pantsir S1 ในกองทัพบราซิล 

“การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะช่วยให้บราซิลแข็งแกร่ง 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 6 ปีหลังจากเซ็นสัญญาฉบับนี้” – รองประธานาธิบดี Michel Temer ณ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลรัสเซีย-บราซิล

ซึ่งสัญญาฉบับนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตอนนั้นบราซิลเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ รัสเซียจึงให้ข้อเสนอว่าลดการถ่ายทอดเทคโนโลยีลงเพื่อปรับราคาให้ลงตามเพื่อให้ราคาอยู่ในระดับที่บราซิลสามารถจ่ายไหว และในปีเดียวกัน บราซิลประกาศจะสร้างบริษัทที่ใช้นวัตกรรมของรัสเซียในการต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์ จึงเกิดเป็นรัฐวิสาหกิจ Sanepar ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม คณะกรรมาธิการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลได้ทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง NUCLEP และ Rosatom เพื่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อสันติในบราซิล

ในเดือนมกราคมปี 2016 หน่วยต่อต้านอากาศยานปืนใหญ่บราซิลได้รับระบบขีปนาวุธระยะสั้น Igla-S ของรัสเซีย ซึ่ง Igla-S สามารถใช้ได้ทั้งในเขตพื้นที่เมืองและพื้นที่ห่างไกล ส่วนใหญ่เมื่อใช้เรดาร์ เช่น SABER M-60 หรือ BRADAR มักใช้ร่วมกับปืนใหญ่เพื่อต่อสู้ทางอากาศ ต่อมา ประธานบริษัท Rosatom Ivan Dybov ได้แนะนำให้รัสเซียสร้างที่กักเก็บกัมมันตภาพรังสีให้บริษัท Electronuclear ซึ่งเป็นบริษัทที่หน้าที่ปฏิบัติการใน Angra I และ Angra II และอาจจะมี Angra III และ Angra IV เพื่อปรับปรุงตำแหน่งดาวเทียมของ GLANOSS ก็เป็นได้

และเดือนมิถุนายนปี 2017 ประธานาธิบดี Michel Temer ก็ได้ไปเยือนรัสเซียและยังกล่าวย้ำถึงจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมครั้งนี้คือส่งเสริมให้นักลงทุนชาวรัสเซียลงทุนในหลาย ๆ ภาคของเศรษฐกิจบราซิล อย่างเช่น พลังงาน น้ำมัน แก๊ส ซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของรัสเซียด้วย

ดังนั้นเห็นได้ว่าบราซิลถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของรัสเซียและเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากที่สุดในแถบละตินอเมริกาสำหรับรัสเซีย แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความพยายามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้เพิ่มขึ้นโดยใช้เกณฑ์การซื้อและขายผลิตภัณฑ์ทางด้านการทหารเป็นหลักในการร่วมมือและสานสัมพันธ์ แต่ความร่วมมือเหล่านั้นมักถูกขัดขวางอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาจากปัจจัยทางการเมืองหรือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งสองที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความสำคัญของนโยบายต่างประเทศของทั้งสองประเทศ

ดังนั้นจากความสัมพันธ์ข้างต้นระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างว่าการความร่วมมือระหว่างรัฐนั้นยังคงเป็นเรื่องยาก  เนื่องจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันที่ทั้งสองมีต่อกัน เนื่องจากรัฐต่างมองว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแสวงหาผลประโยชน์และทุนจากอีกรัฐหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสามารถเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่รัฐมหาอำนาจอย่างรัสเซียมักจะไม่ค่อยสนใจที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐอื่นเท่าไรนัก โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการทหารเพราะกลัวว่าจะเกิดการเสียเปรียบในข้อมูลเทคโนโลยีที่รัฐในความร่วมมืออาจนำไปพัฒนาตน และอาจเกิดการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญของรัฐตัวเองได้

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างบราซิลและรัสเซียนั้นมีความน่าสนใจตรงที่ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ห่างไกลกันมาก ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ความระแวงระหว่างกันน้อยกว่าประเทศข้างเคียงที่มีเขตแดนติดกัน

“ พันธมิตรทางเศรษฐกิจใด ๆ จะกลายมาเป็นพันธมิตรทางการทหารและทางการเมืองด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพียงข้อเดียว คือ เมื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกันมาก การป้องกันผลประโยชน์ของตัวเองก็จะเกิดขึ้นทันที ” – ประธานสถาบันปัญหาทางธรณีวิทยารัสเซีย Konstantin Sivkov

จะเห็นได้ชัดว่าแรกเริ่มนั้นเป็นเพียงการกระชับมิตร และเริ่มมีการทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมในด้านต่าง ๆ เท่านั้น แต่ในภายหลังความสัมพันธ์เริ่มขยับขยายขอบเขตมากขึ้น โดยแรกเริ่มนั้นทั้งสองประเทศเพียงมีนโยบายที่เน้นการค้าร่วมกันอย่างเสรี ตามหลักกระแสเสรีนิยมใหม่ของโลกเท่านั้น ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองในช่วงแรกนั้นจึงมีลักษณะที่เป็นไปในทิศทางที่ไม่ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก

 การเชิญชวนและสนับสนุนให้ไปลงทุนและทำการค้าในประเทศของตน นโยบายที่ถืออำนวยการทำการค้าระหว่างกัน และรวมถึงภาคเอกชนที่ทำธุรกิจส่งออกเพื่ออีกฝ่ายเป็นหลัก ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือการกลายเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจที่เป็นจุดเริ่มต้น แต่ต่อมาเมื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้น ก็พัฒนามาเป็นพันธมิตรด้านการเมืองด้วย อย่างเช่น การที่ใช้รัฐพันธมิตรเป็นเสียงสนับสนุนในเวทีโลกของบราซิลและรัสเซียนั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตามถึงจะเรียกอีกฝ่ายว่าพันธมิตร และมีความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่นั้นก็หาใช่ความสัมพันธ์ที่คงทนและถาวรไม่ ความสัมพันธ์นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและช่วงเวลานั้น ๆ ความร่วมมือระหว่างบราซิลและรัสเซียนั้นมีลักษณะเป็นข้อสัญญา ซึ่งในขณะเดียวกันการจัดลำดับความสำคัญของชาติก็ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือ รวมถึงช่องว่างความรู้ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศด้วยเช่นกัน ในขณะที่บราซิลตั้งเป้าหมายไว้ที่การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีทางการทหารเพื่อก้าวไปเป็นหนึ่งในประเทศทรงอำนาจ แต่รัสเซียกลับมองบราซิลเป็นลูกค้ารายใหญ่และมีเป้าหมายคือการขายอาวุธทางการทหารแบบสำเร็จให้แก่บราซิลมากกว่าการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่แต่ละรัฐเห็นตรงกันคือการให้ความรู้รัฐอื่น หรือแม้แต่รัฐพันธมิตรอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หากรัฐนั้น ๆ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาจนก้าวหน้าไปกว่ารัฐตนเอง มันคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี

จากมุมมองทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ รูปแบบความสัมพันธ์ของบราซิลและรัสเซียไม่ใช่พันธมิตรแบบดั้งเดิม เพราะทั้งบราซิลและรัสเซียก็ให้ความสำคัญกับรัฐในภูมิภาคของตนเองตามแต่ละช่วงไม่เท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองที่ผลประโยชน์เป็นหลัก ซึ่งหากจากมุมมองของช่วงเวลา บราซิลพัฒนาความสำคัญกับรัสเซียช่วงหลังสงครามโลกในขณะที่สหรัฐเป็นใหญ่ในโลกแล้ว ถือเป็นการท้าท้ายสหรัฐอย่างหนึ่ง แต่บราซิลก็ยังคงดำเนินความสัมพันธ์กับรัสเซียมาตั้งแต่เริ่ม การกระทำนี้อาจมองได้ว่าเป็นการหาพันธมิตรในเวทีโลก หรืออาจเป็นการดึงรัสเซียมาช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศตนก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามบราซิลก็เกิดการก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงการทหารที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก ซึ่งก็เป็นผลจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างบราซิลและรัสเซีย มีการได้รับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาพัฒนาประสิทธิภาพของกองทัพและพัฒนาประเทศของตนเอง

และเป็นที่น่าสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศด้านการทหารนั้นจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้นในอนาคตได้หรือเปล่า ถ้าหากรัสเซียยังคงดำเนินความสัมพันธ์และมองบราซิลเป็นเพียงแค่คู่ค้าที่สำคัญอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ที่มา

Augusto César Dall’Agnol. (2018). The Return of the Bear? Russian Military Engagement in Latin America: The Case of Brazil. [Online]. Retrieved October, 3. From https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/Online-Exclusive/2018-OLE/Jul/Russia-Brazil/

Imanuela Ionescu. (2018). Brazil-Russia Military-Technical Cooperation A Fruit of the Post-Cold War World Order. [Online]. Retrieved October, 3. From https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/English-Edition-Archives/November-December-2018/Ionescu-Brazil-Russia/


Leave a comment