Alignment

Post WW I era

ในปีค.ศ. 1930 เกิดการปฏิวัติขึ้นที่บราซิลเพื่อล้มล้างชนชั้นนายทุนเจ้าของไร่กาแฟทั้งหลายที่ครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของบราซิล เนื่องจากบราซิลเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟเป็นหลัก แต่ผลประโยชน์ตรงส่วนนี้กลับไม่ถึงมือของประชาชนซึ่งทำงานในไร่กาแฟเพราะตกไปอยู่ในมือของชนชั้นนายทุนเสียหมด การล้มล้างนายทุนเจ้าของไร่กาแฟผู้มีอำนาจนำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของชนชั้นกลางในเมืองซึ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมและความทันสมัยการส่งเสริมความทันสมัยนี้ได้พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของบราซิลช่วงปี 1933 มีการสนับสนุนให้นักลงทุนชาวอเมริกันเข้ามาทำธุรกิจ

การปฏิวัติครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นสหรัฐฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ชัยชนะของ Franklin Roosevelt ในปี 1932 ทำให้เกิดความคาดหวังทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยนโยบายของ Roosevelt นั้นมีจุดประสงค์เพื่อทำลายนโยบายโดดเดี่ยวก่อนหน้าและสร้างความสงบสุขทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของโลก ทั้งนี้นโยบายของสหรัฐฯ นั้นมีความสำคัญต่อละตินอเมริกาไม่น้อย เนื่องจากได้มีการใช้แนวทางแบบใหม่ในความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “good neighbor policy” มีการจัดการประชุมหารือร่วมกัน โดยที่บราซิลแสดงเจตจำนงค์แน่วแน่ในการสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่สอง และการตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายอักษะ 

President Vargas (Brazil) and President Rossevelt (US)
Good Neighbor Policy
ที่มา: https://www.reddit.com/r/HistoryPorn/comments/73tha2/president_franklin_roosevelt_and_brazilian/

 กอปรกับความหวาดกลัวของบราซิลที่มีอาร์เจนตินานั้นช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แนบแน่นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าผู้นำของบราซิลในช่วงนั้นมองว่าการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศของอาร์เจนตินานั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อแยกบราซิลที่พูดภาษาโปรตุเกสออกจากเพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่พูดภาษาสเปน อาร์เจนตินาจึงได้ดำเนินนโยบายขยายการอำนวยความสะดวกทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองในอเมริกาใต้ ความหวาดกลัวต่อกองทัพอาร์เจนตินาที่ทรงพลังกว่าทำให้บราซิลพยายามสานสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามนี้

WW II era

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บราซิลนับว่าเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ได้มีการส่งทหารเข้าไปร่วมรบกับเยอรมนี พื้นบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกของบราซิลถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานที่ตั้งรองรับกำลังพลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังได้มีการลงนามในข้อตกลงลับทางการทหารเมื่อปี 1942 โดยสหรัฐฯ ได้ให้เงินกู้แก่บราซิลเป็นจำนวนกว่า 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสร้างโรงงานถลุงเหล็กและอีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการซื้ออุปกรณ์การรบ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนั้นมาพร้อมกับการตัดสินใจตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายอักษะของบราซิล จนส่งผลทำให้เยอรมนีทิ้งตอร์ปิโดจมเรือของบราซิลจำนวนห้าลำ

ทั้งสองประเทศได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางทหารอีกทั้งสหรัฐฯ ยังได้มีการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มายังบราซิลมากกว่าที่ส่งให้บรรดาบรรดาประเทศต่าง ๆ ในละตินถึงสองเท่า และการที่บราซิลอนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพภายในประเทศนั้นนับว่าเป็นการประกาศสงครามกับเยอรมนีและอิตาลี นอกจากนี้บราซิลยังเป็นประเทศเดียวในละตินอเมริกาที่ส่งทหารไปร่วมทำสงครามในยุโรป 

การเข้าไปมีส่วนร่วมในสมรภูมิรบของบราซิลนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดัียวกันว่าเป็นผลมาจากการที่บราซิลคาดหวังผลประโยชน์จากการเจรจาระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ ภายหลังสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดที่ว่าบราซิลจะได้รับค่าชดเชยทางการเมืองและเศรษฐกิจหลังสงครามดูเหมือนจะถูกลืมไปโดยปริยายอันเนื่องมาจากสหรัฐฯ ได้เลือกที่จะทอดทิ้งละตินอเมริกาและหันไปให้ความสนใจกับการฟื้นฟูยุโรปเป็นหลัก ท่าทีห่างเหินของสหรัฐฯ ต่อละตินอเมริกาถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนในระหว่างการประชุม Inter-American ที่ Chapultepec ในปี 1945 โดยการปฏิเสธความต้องการของบราซิลและประเทศละตินอเมริกาทั้งหมดที่ต้องการนั่งเก้าอี้ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง อีกทั้งสหรัฐฯ ยังได้ชี้แจงถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายให้เข้ากับความเป็นจริงอีกด้วย

Post WW II – Cold War era

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บราซิลเจอแรงกดดันทั้งจากภายในที่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายและจากภายนอกที่เป็นเรื่องของระบบขั้วอำนาจในระบบการเมืองโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น แต่ก็ถือว่าบราซิลนั้นได้ให้การสนับสนุนเข้าข้างสหรัฐฯ มาเป็นอย่างดีตลอดตั้งแต่ช่วงรัฐบาลสมัยของ Dutra และ Vargas ที่จะเห็นว่าบราซิลได้ให้การสนับสนุนความเป็นเสรีนิยมของสหรัฐฯ เป็นอย่างมากในสมัยของ Dutra ซึ่งขณะนั้นความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ก็กำลังเฟื่องฟู ในช่วงปีค.ศ. 1947-1950 ร้อยละ 60 ของการส่งออกของบราซิลถูกส่งไปที่ตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการสร้างระบบ “อเมริกัน” ในสังคมโลก ในขณะเดียวกัน การร่วมมือทางการทหารระหว่างสองประเทศก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นโดยการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการฝึกฝนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพของบราซิล ตัวอย่างอิทธิพลที่เห็นได้ชัดคือการสร้างวิทยาลัยสงครามบราซิล (Escola Superior de Guerra) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิทยาลัยสงครามแห่งชาติของสหรัฐฯ

นอกจากนี้บราซิลยังคงเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเกาหลีโดยให้การยอมรับสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ในปีค.ศ. 1949 และสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐฯ ในการประนามประเทศจีนในข้อกล่าวหาว่ารุนรานชาติเกาหลี แต่อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ ก็ต้องสั่นคลอนเมื่อรัฐบาล Dutra ไม่ได้รับการสนับสนุนภายในเพื่อตอบสนองความต้องการรัฐบาลอเมริกันที่ขอให้ส่งกองกำลังทหารบราซิลไปร่วมรบในสงครามเกาหลี หลังจากปี ค.ศ. 1950 รัฐบาล Vargas ที่กลับมาอีกครั้งที่สองพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในรูปแบบเครื่องมือเพื่อการต่อรองขึ้นมาโดยคาดหวังว่าการให้การสนับสนุนทางการเมืองและการทหารจะได้รับผลตอบแทนเป็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพื่อทำให้ประเทศกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บราซิลยิ่งให้การสนับสนุนในการจัดหาวัตถุดิบรวมไปถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามเกาหลี ซึ่ง Vargas เชื่อว่าการเจรจาทางการทหารกับสหรัฐฯ จะได้รับผลตอบแทนเป็นการสนับสนุนโครงการทางเศรษฐกิจของเขาโดยในที่สุดก็เกิดเป็น Joint Brazil-United States Commission (CMBEU) ที่มีภารกิจเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่ความสัมพันธ์ก็เริ่มระส่ำระส่ายเมื่อสหรัฐฯ เปลี่ยนผู้นำเข้าสู่สมัย Eisenhower ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจในโครงการการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้แหล่งเงินทุนจากภายนอกไม่มั่นคงมากเพียงพอที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างเดิมท้ายที่สุด CMBEU ก็ต้องถูกยุบทิ้งไป ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น

การฆ่าตัวตายของ Vargas ในปีค.ศ. 1954 ได้มีการเขียนไว้ในจดหมายลาตายพูดถึงเรื่องความกดดันระหว่างประเทศที่คาดการณ์ว่ามาจากสหรัฐฯ ในสมัยนั้น ผนวกกับปัญหาภายในที่ไม่ลงตัวอีกมาก การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดมาได้ Juscelino Kubitschek ขึ้นเป็นผู้นำที่ทำให้บราซิลเข้าสู่วงจรความมั่นคงทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจ Kubitschek เดินทางไปเยือนสหรัฐฯ และประเทศยุโรปในฐานะประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อหาแรงสนับสนุนเป้าหมายที่จะนำบราซิลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งการเจรจาต่าง ๆ จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อข้อผูกมัดด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ซึ่งความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองประเทศยังคงเป็นเช่นเดิมอีกทั้งยังมีความมั่นคงเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

นโยบายต่างประเทศในสมัย Kubitschek คือความต้องการที่จะพัฒนาภูมิภาคละตินอเมริกาที่เรียกว่า Pan-American Operation (OPA) ที่มีการเสนอไปถึงสหรัฐฯ ด้วย และได้รับการตอบรับจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาเป็นอย่างดี OPA เป็นโครงการที่คิดค้นด้วยตัวประธานาธิบดี Kubitschek เองและได้รับความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดซึ่งเป็นโครงการที่ครอบคลุมในการแนะนำด้านการลงทุน การป้องกันราคาสินค้า ทรัพยากร การเงินเพื่อต่อสู้กับความด้อยพัฒนา โดย OPA เป็นนโยบายที่ถือว่าดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เป็นอย่างดีจึงถือว่าทั้งสหรัฐฯ และบราซิลรวมถึงประเทศในละตินอเมริกาต่างก็ได้ประโยชน์ และเมื่อคิวบากลายเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ที่กลัวทฤษฎีโดมิโนจึงให้ความสำคัญกับละตินอเมริกามากขึ้น รัฐบาลอเมริกันที่นำโดย Kenedy ขณะนั้นได้ให้เงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Alliance for Progress อ้างอิงจากงานเขียนของ Loureiro (2017 p.77) โครงการ Alliance for Progress ของ JFK เป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดขอบเขตความเป็นคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคละตินอเมริกาโดยการจัดหาเงินช่วยเหลือให้ประเทศที่ยึดถือแนวทางประชาธิปไตย มีการปฏิรูปทางสังคม และสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

Brazil has changed strategy

เศรษฐกิจของบราซิลกำลังเติบโตไปได้ด้วยดีจากการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติที่หลากหลายทั้งสหรัฐฯ และประเทศยุโรปอื่น ๆ แต่ไม่นานก็ต้องประสบกับปัญหาเมื่อสหรัฐฯ เกิดปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทำให้บราซิลต้องหยุดชะงักไปด้วย ในช่วงรัฐบาลยุคถัดมาของบราซิลจึงเริ่มใช้นโยบายต่างประเทศแบบใหม่คือเน้นความเป็นอิสระ (Independent Foreign Policy: IFP) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและแน่นอนว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย IFP เป็นนโยบายที่พยายามจะดึงบราซิลออกจากระบบขั้วอำนาจที่เกิดขึ้นโดยยึดมั่นว่าท่าทีของบราซิลควรมาจากผลประโยชน์แห่งชาติมิใช่เกิดจากการถูกมหาอำนาจกดดันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐฯ แต่แม้จะพยายามออกห่างถึงขนาดที่ให้ความช่วยเหลือ Fidel Castro ในวิกฤตการณ์คิวบา แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากบราซิลก็ต้องกลับมาเข้าข้างสหรัฐฯ และทำตามเสียงส่วนใหญ่ของภูมิภาคในการกันคิวบาออกจาก OAS อย่างไรก็ตามความตึงเครียดระหว่างสองประเทศก็ยังมีอยู่และยิ่งเห็นได้ชัดจากมาตรการจากกฎระเบียบใหม่ที่ส่งผลทางลบกับบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ รวมไปถึงการสิ้นสุดสัปทานทรัพยากรธรรมชาติอันเนื่องมาจากความเป็นชาตินิยมที่ทำให้สหรัฐฯ ยิ่งสนใจบราซิลน้อยลงเรื่อย ๆ

ช่วงปีค.ศ. 1964 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในบราซิลซึ่งมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยภายนอกที่น่าสนใจคือการที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนฝ่ายทหารและผู้นำพลเรือนในการรัฐประหารอันเนื่องมาจากการที่รัฐบาล Goulart ไม่อำนวยความสะดวกให้แก่สหรัฐฯ ดังนั้นช่วงแรกของการปกครองจึงล้มล้างนโยบายต่างประเทศแบบอิสระทิ้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ใหม่ให้ดีดังเดิม โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของบราซิลได้กล่าวไว้ว่า “อะไรที่ดีต่อสหรัฐฯ ย่อมดีต่อบราซิล” และนั่นเปรียบเสมือนแนวทางใหม่ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของบราซิล อีกทั้งมุมมองดังกล่าวยังมีอิทธิพลที่ทำให้บราซิลตัดขาดความสัมพันธ์กับคิวบาในที่สุด นอกจากนี้บราซิลยังได้มีการส่งกองกำลังทหารไปช่วยร่วมสนับสนุนสหรัฐฯ ในการแทรกแซงพื้นที่อื่นโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ใด้านเศรษฐกิจเหล่าบรรษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันและอื่น ๆ สามารถเข้ามาลงทุนได้มากยิ่งขึ้นพร้อมกับสามารถสร้างความน่าเชื่อถือในองค์กรด้านการเงินระหว่างประเทศกลับมาได้ในที่สุดซึ่งเงินทุนที่สำคัญจากภายนอกมาจากโครงการ Alliance for Progress ตามเดิม

Brazil as Dependency Theory

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาจนประมาณปี ค.ศ. 1960 บราซิลกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่อิงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยความด้อยพัฒนา (Underdevelopment Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กล่าวเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าประเทศโลกที่ 3 ต้องพึ่งพิงประเทศมหาอำนาจในทุกด้าน จึงจะสามารถดำรงอยู่ได้และนำไปสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนา เนื่องจากการพัฒนาของบราซิลในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของสหรัฐฯ จะเห็นได้ชัดจากการที่รัฐบาลสมัย Dutra และ Vargas ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ มาโดยตลอดในเรื่องของความมั่นคงในระบบการเมืองโลกที่ในขณะนั้นได้แบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจที่ก่อให้เกิดสงครามเย็น รัฐบาลบราซิลได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านกองทัพ ความร่วมมือทางการทหาร หรือแม้กระทั่งการเป็นฝ่ายสนับสนุนในการประกาศยอมรับสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ เพื่อที่หวังว่าสหรัฐฯ จะตอบแทนกลับมาเป็นความช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศบราซิล จึงก่อให้เกิดเป็นความร่วมมือ CMBEU ขึ้นมาโดยเป็นการรับเงินทุนจากสหรัฐฯ เข้ามาพัฒนาประเทศโดยตรง นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการช่วยให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติภายในบราซิลอย่างน้ำมันและสินแร่อีกด้วย

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปพร้อมกับสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนผู้นำคนใหม่ทำให้แนวคิดต่าง ๆ ก็เปลี่ยนตามไปด้วย โดยสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดี Eisenhower มิได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับบราซิลเท่าแต่ก่อนทำให้สุดท้าย CMBEU ก็ต้องถูกยุติไปในที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ จึงเริ่มขาดหาย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อคิวบากลายเป็นประเทศปกครองระบอบสังคมนิยมทำให้สหรัฐฯ เริ่มมองเห็นถึงความสำคัญของบราซิลอีกครั้งเนื่องด้วยไม่อยากให้เกิดตามทฤษฎีโดมิโน สหรัฐฯ ในสมัยของ Kenedy จึงริเริ่มโครงการ Alliance for Progress ขึ้นโดยเป็นการให้เงินสนับสนุนภูมิภาคละตินอเมริกาที่ฝักใฝ่ในประชาธิปไตย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบราซิลที่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล มีเงินทุกจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนภายในประเทศมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรษัทสัฐชาติอเมริกัน แต่เมื่อสหรัฐฯ เกิดปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศอันเนื่องมาจากการทุ่มเงินไปกับเรื่องภายนอกมากเกินไปส่งผลให้เศรษฐกิจของบราซิลได้รับผลกระทบในทางลบจนต้องหยุดชะงักไปด้วย นั่นทำให้ผู้นำบราซิลในสมัยต่อมาเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบอิสระ (IFP) 

การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบอิสระโดยรัฐบาลพลเรือนของบราซิลส่งผลกระทบทางลบต่อบราซิลเป็นอย่างมากเพราะทำให้สหรัฐฯ ขาดผลประโยชน์ที่เคยได้จากเดิมไป รวมไปถึงการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติจากความเป็นชาตินิยมอีกด้วยนอกจากนี้บราซิลยังมีท่าทีคล้ายตรงข้ามกับสหรัฐฯ ทั้งยังให้การสนับสนุนคิวบาแม้ท้ายที่สุดจะหันกลับไปเห็นด้วยกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ ในการกีดกันคิวบาจาก OAS ก็ตาม สุดท้ายแล้วรัฐบาลพลเรือนของบราซิลที่ไม่อำนวยความสะดวกให้แก่สหรัฐฯ ก็ถูกรัฐบาลโดยกลุ่มทหารที่เป็นฝ่ายตรงข้ามโค่นล้มซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง 

จากการวิเคราะห์การพึ่งพาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นเศรษฐกิจของบราซิลถือว่าขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก แม้ช่วงหนึ่งจะมีผู้นำที่มองว่าท่าทีของบราซิลควรถูกกำหนดโดยผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจ แต่ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลที่มาถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยดังกล่าวก็ต้องถูกโค่นล้มไปในที่สุด สิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการที่สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสนใจกับระบอบการปกครองของประเทศเป็นหลัก เพียงแต่มองว่าระบอบการปกครองใดสร้างผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ มากที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ขัดต่อหลักการความเป็นประชาธิปไตยยึดถือเป็นอุดมคติเป็นอย่างมาก 

หากกลุ่มผู้นำของบราซิลยังมีความต้องการที่จะพึ่งพิงประเทศมหาอำนาจอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินนโยบายเป็นอิสระแล้วนั้น จึงเป็นที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งว่าท้ายที่สุดแล้วบราซิลจะสามารถยืดหยัดด้วยลำแข้งตัวเองได้หรือไม่ แล้วเมื่อไหร่กันที่วันนั้นจะมาถึง

ที่มา

เติมศักดิ์  สุขวิบูลย์. (2560). การพัฒนาสังคม. Retrieved from ms.src.ku.ac.th

Hirst, M. (2013). Understanding Brazil-United States relations: contemporary history, current complexities and prospects for the 21st century. Brasília: FUNAG. Retrieved from http://funag.gov.br/biblioteca/download/1043-Understanding_Brazil_-_United_States_relations.pdf

Loureiro, F. P. (2017) The Alliance for Progress and President João Goulart’s Three-Year Plan: the deterioration of U.S.-Brazilian Relations in Cold War Brazil (1962). Cold War History. 17(1), 61-79. DOI: 10.1080/14682745.2016.1254620

Leave a comment