
ที่มา: Wikimedia Commons
การเริ่มต้นของ MERCOSUR
การบูรณาการระดับภูมิภาคในอเมริกาใต้เริ่มต้นด้วยการกำเนิดขึ้นของ MECOSUR (Mercado Comun del Sur) ซึ่งเป็นตลาดร่วมภายในภูมิภาค จากการตัดสินใจร่วมมือกันของอาร์เจนตินา บราซิล อุรุกวัย และปารากวัย และขณะนี้มีสมาชิกสมทบ คือ ชิลี เปรู และโคลัมเบีย ผ่านการลงนามสนธิสัญญา Asuncion ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1991 ภายใต้จุดประสงค์เพื่อให้การค้า การบริการ และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เป็นไปอย่างเสรี มีการจัดเก็บอัตราภาษีศุลกากรภายนอกตลาดร่วมกัน รวมไปถึงมีการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคต่อกัน อาทิ การเงิน การคลัง การเกษตร ฯลฯ จัดเป็นตลาดร่วทที่มีขนาดใหญ่รองจากสหภาพยุโรป โดยสมาชิกที่มีบทบาทมากที่สุดคือ บราซิล เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทัังพื้นที่ จำนวนประชากร และขนาดเศรษฐกิจ (กฤษณ์ หาญสวัสดิ์, 2553)

ที่มา: Wikimedia Commons
ช่วงแรกของการถือกำเนิดขึ้นของ MERCOSUR ส่งผลให้ประเทศบราซิลค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศต่อประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ขณะที่ก่อนหน้านั้นซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็นบราซิลมีความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการส่งเสริมการพึ่งพาที่ซับซ้อนในภูมิภาค นโยบายต่างประเทศของบราซิลดำเนินไปถึงจุดสูงสุดในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดี da Silva (2003-2010) ความมุ่งมั่นของบราซิลในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้นำภายในภูมิภาค เนื่องด้วยอำนาจและขนาดทางเศรษฐกิจช่วยส่งเสริมให้บราซิลมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ผู้นำในระดับภูมิภาค
ประธานาธิบดี da Silva และ Celso Amorim อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเสนอให้มีการนำรูปแบบการบูรณาการในภูมิภาคยุโรปมาประยุกต์ใช้ในอเมริกาใต้ โดยในช่วงแรกภายหลังจากการได้รับเลือกตั้งในปี 2002 da Silva ได้แถลงอย่างชัดเจนว่านโยบายต่างประเทศของบราซิลจะมุ่งไปที่การทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในภูมิภาคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MERCOSUR ที่ Amorim มองว่ามีสามารถพัฒนาให้เหมือนกับสหภาพยุโรปได้
ความร่วมมือภายใต้กรอบ MERCOSUR
การรวมกลุ่มของ MERCOSUR เป็นการรวมกลุ่มที่มีการขยายความรวมมือให้มีความลึกซึ้งมากกว่าตลาดร่วมอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ โครงการนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความพยายามในสมัยรัฐบาลของ Itamar Franco (1992 – 1995) ซึ่งได้ทำการเจรจาเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีอเมริกาใต้ก่อนที่จะนำไปสู่การจัดตั้งสหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ในปี ค.ศ. 2004 และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น UNASUR พัฒนาการของความร่วมมือในระดับภูมิภาคนี้ถือเป็นการเดินตามรอยของสหภาพยุโรป ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจาก Community ไปสู่สหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 1992
UNASUR มีสมาชิกจำนวน 12 ประเทศและมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึง นโยบายด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับสันติภาพภายในภูมิภาคและประชาธิปไตย

ที่มา: EURACTV https://www.euractiv.com/section/economy-jobs/news/eu-mercorsur-reach-trade-deal-after-20-years-of-talks/1355438/
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2019 สหภาพยุโรปและ MERCOSUR ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ระหว่างกัน โดยข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและยกเลิกภาษีการค้า รวมไปถึงในบริษัทยุโรปสามารถเข้าไปประมูลในกลุ่มการค้าอเมริกาใต้ได้ ปัจจุบันข้อตกลงการค้าดังกล่าวเปิดเสรีเต็มที่มากกว่า 90% ภาษีสินค้าของยุโรปที่ส่งออกไปยังกลุ่ม MERCOSUR ควรถูกลดลงมากกว่าสี่พันล้านยูโรต่อปี ในแง่ของการลดภาษีมันเป็นข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดที่สหภาพยุโรปเคยทำมา นอกจากนี้ยังเป็นการทำข้อตกลงการค้านอกภูมิภาคครั้งแรกของ MERCOSUR นับตั้งแต่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1991 โดยข้อตกลงนั้นจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติของยุโรปและอเมริกาใต้

ที่มา: Money Heaven https://moneymaven.io/economonitor/latin-america/mercosur-eu-trade-agreement-better-late-than-never-15qDD4CfA0-AqR8vUJlJbw/
ผลกระทบที่จะตามมาของข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสามารถกระจายตลาดส่งออกไปนอกเหนือจากจีน การะอนุมัติข้อตกลงมีแนวโน้มว่าจะกระตุ้นการเติบโตของ GDP ของทั้งสองภูมิภาคในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามแม้บางภาคส่วนการส่งออกอาจจะได้รับประโยชน์ากการส่งออกที่สูงขึ้นแต่ในขณะเดียวกันการผลิตในภาคอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยภาคการเกษตรในอเมริกาใต้ดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนที่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้มากที่สุด โดยเฉพาะเนื้อวัว สัตว์ปีก และน้ำตาล คนบราซิลคาดหวังว่าอัตราภาษีน้ำส้ม กาแฟสำเร็จรูป และผลไม้จะเป็นศูนย์ ขณะที่ยุโรปจะได้รับประโยชน์จากการลดลงของภาษีรถยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและสิ่งทอ รวมไปถึงความสามารถในการเข้าถึงไวน์และชีสของสหภาพยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อ้างอิง