Adjustment

การสิ้นสุดสงครามเย็น ความเป็นโลภาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย และการปฏิรูปเศรษฐกิจของบราซิล ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ของบราซิลและสหรัฐอเมริกาในช่วงปีค.ศ. 1990 ประธานาธิบดี Fernando Collor de Mello ได้ประกาศเจตนารมณ์ว่าบราซิลต้องการเป็นชุมชนประชาธิปไตยแบบตลาดเสรี บราซิลใช้นโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการขยายขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติและพัฒนาการเข้าถึงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี ทั้งยังปฏิรูปการเปิดการค้า เปิดการลงทุนเสรี เปลี่ยนรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน และเจรจาต่อรองหนี้ต่างประเทศ แทนที่นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้าแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำบราซิลไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและสามารถพัฒนาบราซิลจากการเป็นประเทศโลกที่สาม

หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี George H. W. Bush อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่ถูกสร้างโดยรัฐบาลของ Ronald Reagan ก็ค่อย ๆ เริ่มจางหายไป และแทนที่ด้วยอุดมการณ์ใหม่ ๆ ในปีค.ศ. 1988 รัฐบาลโซเวียตประกาศถอนกองกำลังจากอัฟกานิสถานและหยุดรบในแองโกลา เพื่อเปิดทางให้คิวบาทำการรบในแอฟริกาใต้ในปีถัดไป และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศประชาธิปไตยและประเทศคอมมิวนิสต์ก็เริ่มจางหายไป เนื่องจากการพังกำแพงเบอร์ลิน การให้การของหัวหน้ารัฐโรมาเนีย การสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในสาธารณรัฐเชโกสโลวาเกีย และการแถลงการณ์ร่วมของประธานาธิบดีGeorge H. W. Bush และประธานาธิบดี Mikhail Gorbachev

สหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจหนึ่งเดียวหลังสิ้นสุดสงครามเย็นถูกทดสอบว่าเหมาะสมกับฐานะนี้หรือไม่ในช่วงสงครามอ่าว เมื่อปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐเป็นไปในทิศทางต่อต้านอิรัคโดยมีการร่วมมือกับพวกตะวันตก โดยความร่วมมือในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการยืนยันถึงความเหนือกว่าทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าสหรัฐมีการตัดสินใจเช่นนี้ แต่บราซิลกลับตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดใดในสงครามอ่าว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้สหรัฐไม่พอใจเป็นอย่างมาก การเมืองของบราซิลมีความอ่อนแอและเปราะบางเป็นอย่างมากเนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จากรัฐบาลใหม่ ณ ขณะนั้น การต่อต้านการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ และการปฏิเสธการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประธานาธิบดีคนใหม่ ส่งผลให้ประธานาธิบดี Fernando Collor de Mello ขอลาออกจากตำแหน่ง 

Image result for Itamar Augusto Cautiero Franco
Itamar Franco (The 33th president of Brazil)
ที่มา : https://www.thetimes.co.uk/article/itamar-franco-njpcx537tcn

รองประธานาธิบดี Itamar Franco ก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนถัดไปในปีค.ศ. 1992 และในปีเดียวกันนั้นบราซิลต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการปกครองซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบจากความผิดปกติของเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งวิกฤตนี้ทำให้เกิดข้อตกลงใหม่ที่ว่าด้วยการยกเลิกการแทรกแซงจากภายนอก ส่งผลให้การส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่น้อยลง การขาดความกระตือรือร้นของวาทกรรมทางการเรื่องโลกาภิวัตน์ และการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นเพื่อเปิดเศรษฐกิจเสรีในบราซิลนั้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน

บราซิลถือว่าเป็นประเทศที่มีอำนาจในระดับภูมิภาคและได้รับความสนใจจากทั่วโลก มีความต้องการสานสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดกลุ่มความร่วมมือมากมาย เช่น กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้(Mercosur) เขตการค้าเสรีเพื่อทวีปอเมริกา(FTAA) เป็นต้น และยังมีการสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มภูมิภาคอื่น เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย เป็นต้น นอกจากนี้บราซิลยังกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย

ในปีค.ศ. 1995 รัฐบาลของ Fernando Henrique Cardoso ได้เข้ามารับช่วงต่อและได้รับผลประโยชน์จากการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจจากยุทธศาสตร์ The Plano Real ที่รัฐบาลชุดก่อนซึ่งเป็นรัฐบาลของ Itamar Franco ที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งแท้จริงแล้วผู้เสนอแผนนี้ก็เป็นนาย Fernando Henrique Cardoso ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีการคลังในรัฐบาลของ Itamar Franco ซึ่งความน่าเชื่อถือและเกียรติยศศักดิ์ศรีของรัฐบาลแต่ละชุดขึ้นอยู่กับความสำเร็จของนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนั้น ๆ และความน่าเชื่อถือและเกียรติยศของรัฐบาลกลายมาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแทรกแซงภายนอกของบราซิล การเจรจาของประธานาธิบดีเป็นวิธีเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศอุตสาหกรรมที่ดีวิธีหนึ่ง และยังเป็นเครื่องมือการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ นอกจากนี้ยังเป็นการผูกสัมพันธ์อันดีกับประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้อีกด้วย

ยุคของ Fernando Henrique Cardoso ยังพยายามพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐ และเนื่องด้วยวาระการประชุมที่มีการถกเถียงกันทำให้เกิดความสัมพันธ์อย่างจริงใจขึ้นระหว่างประธานาธิบดีทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ถูกมองว่าไร้เสถียรภาพ ช่วงหลังสงครามเย็นส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและสหรัฐ ขณะที่สหรัฐอเมริกามองว่าความพยายามของบราซิลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในบราซิลนั้นไม่สอดคล้องกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ที่เป็นแนวคิดหลักในวอชิงตันและเริ่มแพร่เข้ามาสู่ลาตินอเมริกา ในด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างชาติ มาถึงยุคของการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวหรือการเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลกของสหรัฐไม่ได้ทำให้มีการเปิดโอกาสใหม่ ๆ หรือลดขอบเขตการซ้อมรบสำหรับบราซิลเลย

กล่าวได่ว่าผลกระทบจากการสิ้นสุดสงครามเย็นเป็นผลให้บราซิลเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและด้านการเมืองเป็นอย่างมาก ทั้งด้วยจากการที่รัฐบาลของ Fernando Collor de Mello พาบราซิลเข้าสู่การเป็นโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปิดตลาดเสรี เงินทุนหลั่งไหลเข้ามายังบราซิล แต่ถึงกระนั้นบราซิลก็ยังคงโดนผลกระทบด้านลบอย่างปรากฏการณ์เงินเฟ้ออย่างรุนแรงเข้าอย่างจัง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพราะการก้าวเข้าสู่การเป็นโลกาภิวัตน์ทางด้านเศรษฐกิจจึงส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่เนื่องด้วยปัญหาสั่งสมจากระบอบการปกครองเผด็จการทหารที่ไม่สามารถควบคุมและจัดการงบประมาณการคลังได้จนทำให้บราซิลต้องเผชิญกับวิกฤตด้านเศรษฐกิจเช่นนี้ เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้บราซิลมีการปรับตัวอย่างใหญ่หลวงด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ขั้นวางแผนรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยนรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชนแทน ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าทั้งในด้านของการแปรรูปสินค้า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งต่อมาในปีค.ศ. 1994 บราซิลก็ได้ออกแผนยุทธศาสตร์ The Plano Real หรืออีกชื่อที่เป็นที่รู้จักกันในนาม The Real Plan ซึ่งเป็นแผนแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาในแผนยุทธศาสตร์คือรัฐต้องพยายามรักษาเสถียรภาพของระดับราคาให้ได้ก่อน ซึ่งรักษาเสถียรภาพของราคาโดยการอิงค่าเงินคูไซโรลีร์ ซึ่งเป็นค่าเงินของบราซิลกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะปรากฏการณ์เงินเฟ้อคือการที่สินค้ามีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุด จึงต้องนำค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมาผูกถ่วงกับราคาสินค้าไม่ให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม พอเริ่มเข้าสู่ปีค.ศ. 2000 ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเริ่มดูเหมือนจะควบคุมได้ ระดับเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในอัตราที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้แล้ว และในปีค.ศ. 2006 ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อของบราซิลก็ลงต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์ The Plano Real อย่างแท้จริง

และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดก็ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของบราซิลและสหรัฐ เพราะหากบราซิลสามารถก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองได้ บราซิลจะสามารถเป็นประเทศอุตสาหกรรมและออกจากการเป็นประเทศโลกที่สาม โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอีกและไม่จำเป็นต้องฟังคำพูดหรือค่อยมองท่าที่ของสหรัฐอีก เมื่อบราซิลสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างที่คาดหวังไว้ หากมองจากท่าที่ของบราซิลในยุคนี้จะเห็นได้ว่าพยายามไม่สนใจท่าที่ของสหรัฐ แต่ในสถานการณ์ที่ตัวเองมีปัญหายังคงต้องพึ่งพิงสหรัฐในบางครั้งบางคราว ยกตัวอย่างกรณี การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และเหตุการณ์สงครามอ่าวที่สหรัฐเข้าร่วมไปเกี่ยวข้องกับสงครามและมีความต้องการให้บราซิลเข้าร่วมสงครามด้วย แต่บราซิลหาได้ฟังความเห็นของสหรัฐไม่ บราซิลยังคงยืนยังที่จะปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจกับท่าทีตอบสนองของสหรัฐที่แสดงความไม่พอใจและความผิดหวังต่อการตัดสินใจของบราซิลในครั้งนั้น และการที่บราซิลพยายามไม่พึ่งพาสหรัฐนั้นก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้การเมืองบราซิลมีความอ่อนแอด้วย ซึ่งปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้การเมืองบราซิลอ่อนแอ ก็เป็นเพราะมีการต่อต้านการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ทั้งทางด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ บราซิลยังพยายามเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ นอกจากสหรัฐอีกมากมาย ทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย รวมถึงประเทศในอเมริกาใต้ จนเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลดีกับบราซิลที่ไม่ต้องการพึ่งพาสหรัฐมากเกินไป กระจายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศอื่นด้วย

ต่อมาในยุคของ Fernando Henrique Cardoso ก็เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ไร้เสถียรภาพ ซึ่งเป็นปัญหาความยากจนของประชาชนในประเทศ โดยบราซิลพยายามแก้ไขปัญหาประเทศของตัวเอง แต่ในทางกลับกันสหรัฐมีนโยบายให้ทุกประเทศมีนโนบายที่เหมือนกันตามหลักเสรีนิยมใหม่ ซึ่งทางบราซิลไม่ได้ต้องการดำเนินนโยบายตามหลักดังกล่าว การกระทำเช่นนี้สหรัฐมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ที่เป็นแนวคิดหลัก ณ ขณะนั้น ถึงแม้จะขัดต่อความต้องการของสหรัฐแต่บราซิลก็ยังคงพยายามแก้ไขปัญหาภายในประเทศโดยไม่ได้สนใจการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลย

หากบราซิลยังคงไม่สนใจท่าที่ของสหรัฐต่อไป จะเกิดปัญหาใดขึ้นหรือไม่กับบราซิล แล้วบราซิลจะสามารถสวนกระแสความต้องการของประเทศผู้นำอย่างสหรัฐได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งนัก

อ้างอิง

Hirst, M. (2013). Understanding Brazil-United States relations: contemporary history, current complexities and prospects for the 21st century. Brasília: FUNAG. Retrieved September 20, 2019 from http://funag.gov.br/biblioteca/download/1043-Understanding_Brazil_-_United_States_relations.pdf

Baer, Werner. (2008). The Brazilian Economy: Growth and Development. 5th. Westport, CT : Praeger Publishers. Retrieved September 21, 2019 from https://www.researchgate.net/publication/38981792_The_Brazilian_Economy_Growth_and_Development

Leave a comment