
ประเทศบราซิลถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกมีลักษณะเศรษฐกิจแบบผสม และเป็นประเทศอุตสาหกรรมการเกษตรและเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีสินค้าส่งออกหลักได้แก่ สินแร่ ดีบุก อะลูมิเนียม แมงกานีส ทอง เพชรและอัญมณีอื่น ๆ นอกจากนี้ยังได้มีการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม เช่น กาแฟ น้ำตาล ถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลกอีกด้วยทำให้ภาคการบริการและการผลิตของประเทศบราซิลมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศบราซิลก็มีความผันผวนและประสบกับปัญหาการตกต่ำทางเศรษฐกิจอยู่บ่อยครั้งและเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน
History
ในอดีตรายได้ของประเทศบราซิลขึ้นอยู่กับสินค้าเกษตรกรรมเพียงไม่กี่ประเภททั้งยังเป็นสินค้าที่มีราคาที่ผันผวนเป็นอย่างมากในตลาดโลก อาทิ brazilwood ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังยุโรป น้ำตาล สินแร่ กาแฟและต้นยาง จนกระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กาแฟซึ่งในขณะนั้นเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศที่ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ประสบกับปัญหาราคาตกต่ำเนื่องจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (the Great Depression) ขึ้นทำให้กระทบต่อการส่งออกเนื่องจากประเทศผู้นำเข้าไม่มีกำลังซื้อ ประเทศบราซิลจึงพยายามที่จะผลักดันราคาให้เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงสั่งเผากาแฟกว่า 4 พันล้านกิโลกรัมซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งโลกนานถึงสามปี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศบราซิลหดตัวลงกว่าร้อยละ 1.4 ต่อปี (Ribeiro 2019) รัฐบาลบราซิลได้พยายามที่จะลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรด้วยการกระจายการผลิตของปะเทศ รัฐบาลจึงได้เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการเอกชนร่วมกับบริษัททั้งภายในและภายนอกประเทศ ก่อนที่จะขายหุ้นให้กับนักลงทุนเอกชน การมีส่วนร่วมของรัฐบาลในภาคอุตสาหกรรมทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำให้ระบบราชการไร้ประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตามกุตสาหกรรมบางประเภทก็ประสบความสำเร็จจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวของภาครัฐ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เศรษฐกิจประเทศบราซิลก็มีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี จนกระทั่งวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1974 ส่งผลกระทบต่อตลาดโลกรวมไปถึงประเทศบราซิลทำให้ประเทศบราซิลประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดภายในประเทศหดตัวลงอย่างฉับพลัน ทำให้อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและเกิดอัตราเงินเฟ้อพุง่สูงถึงร้อยละ 100 นอกจากทำให้อัตรดอกเบี้ยของเงินทุนที่ประเทศบราซิลยืมมาเพื่อลงทุนเพิ่มสูงขึ้น จนมีหนี้ต่างประเทศกว่า 90 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศบราซิลส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐและการลงทุนอย่างหนักในภาคอุตสาหกรรมและการให้เงินอุดหนุนภาคธุรกิจ รวมไปถึงการกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศของประชาชนภายในเนื่องจากสินเชื่อภายในถูกจำกัด ในปี 1990 จึงเกิดโครงการต่อต้านเงินเฟ้อขึ้นและการดำเนินงานก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเนื่องจากรัฐบาลจำกัดการใช้จ่ายภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการปฎิรูปการคลังอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย โดยรัฐบาลได้ดำเนินการขายกิจการหลายแห่งให้กับภาคเอกชน อาทิ ภาคอุตสาหกรรม บริษัทเหมืองแร่ รวมไปถึงผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่และบริษัท Rio Doce Valley Company ซึ่งเป็นกิจการขุดเจาะเหมืองแร่ ทั้งยังขายหุ้นของ Petrobras บางส่วนให้กับนักลงทุนเอกชนเพื่อเพิ่มการแข่งขัน แต่ปัยหาเศรษบกิจของประเทศบราซิลก้ไม่ได้หายไปกลับทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อัตราเงินเฟ้อและความไม่มีเสถียรภาพทางการเงินทำให้ปัญหาทางเศรษฐกิจยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งช่วงปี 2003-2014 ที่ประเทศบราซิลมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น กล่าวคือ มีการพัฒนาในด้านการลดความยากจนและความไม่เท่าเทียมขึ้นในสังคม ทำให้ประชากรกว่า 29 ล้านคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 ซึ่งในปริมาณดังกล่าวคนยากจนกว่าร้อยละ 40 มีระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.1 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว (World Bank 2019) เนื่องจากการขึ้นมาของประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva ในปี 2005
Luiz Inácio Lula da Silva

ประธานาธิบดี Lula ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เน้นการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อจัดหางานให้กับชนชั้นกลางและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของบราซิลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ประเทศบราซิลสามารถใช้หนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ล่วงหน้ากว่าหนึ่งปี นอกจากนี้ประธานาธิบดี Lula ได้มีการเพิ่มวินัยในการดำเนินเศรษฐกิจซึ่งช่วยให้ประเทศบราซิลผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินในปี 2008 มาได้
ในปี 2007 ประเทศบราซิลมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 5.4 ในขณะที่อัตรเงินเฟ้อลดลงมาิยู่ที่ร้อยละ 3.6 ทำให้มีดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์ ส่งผลประเทศบราซิลมีรายได้เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายภายในประเทศ ทำให้บราซิลได้ชื่อว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม BRIC อย่างไรก็ตามประเทศบราซฺลก็ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจในปี 2015 ทำให้สภาพเศรษฐกิจกลับมาซบเซาอีกครั้ง (Poppino, James et al. 1998, Ribeiro 2019) เนื่องจากการเข้ามาเป็นประธานาธิบดีของ Dilma Rousseff (Amadeo 2019)
Dilma Rousseff

Dilma Rousseff มีนโยบายในการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและบังคับให้ธนาคารกลางปล่อยเงินกู้เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 11.5 เป็นร้อยละ 7.25 ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อขึ้น นอกจากนี้ Rousseff ยังได้มีการประกาศปรับลดภาษีสินค้าและลดราคาอาหาร น้ำมันและราคาขนส่งสาธารณะ การควบคุมราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกำไรของบริษัทน้ำมันของรัฐหรือ Petrobras ทั้งยังกระทบต่อการผลิตเอทานอลของบราซิลทำให้เกิดการลดการลงทุนเนื่องจากการแทรกแซงจากภาครัฐและการเข้าไปแทรกแซงของภาครัฐในอุตสาหกรรมพลังงานและการธนาคารยิ่งกระตุ้นให้สถานการณ์เศรษฐกิจมีความรุนแรงขึ้น ทำให้ในช่วงปี 2011-2014 ประเทศบราซิลต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงทำให้อัตราการเติบโตของประเทศชะลอตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.1 จากเดิมที่เคยมีอัตรการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี (World Bank 2019) ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศและความสามารถในการปฏิรูปทางการคลังของภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ในปี 2015 เกิดเหตุการณ์ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศปรับลดตัวลงเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลต่อกำลังการผลิตที่ต้องปรับลดตาม ส่งผลให้ค่าเงินบราซิลอ่อนตัวลง ทำให้ราคาสินค้านำเข้ามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนำสู่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน (Amadeo 2019) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของบราซิล (GDP) ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.9 และ 3.6 ในปี 2015 และ 2016 ตามลำดับเป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยและการควบคุมสินเชื่อ วิกฤตทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในบราซิลส่งผลให้ประธานาธิบดี Dilma Rousseff ถูกกล่าวโทษและประชาชนไม่พอใจในการดำเนินงานอย่างกว้างขวาง (Xinhua 2017, Amadeo 2019) นำไปสู้การประท้วงต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่าล้านคน
Jair Bolsonaro

ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งโบลซาโร่เรียกร้องให้มีการเปิดเสรีเศรษฐกิจของบราซิล ลดอัตราภาษีและการถ่ายโอนทรัพย์สินของรัฐให้แก่ภาคเอกชนและมุ่งเน้นที่จะกระตุ้นภาคเอกชนและลดหนี้ของภาครัฐซึ่งปัจจุบันอยู่ที่หนี้คิดเป็นร้อยละ 76.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ภายหลังการเข้ามาเป็นประธานาธิบดี Bolsonaro ได้พยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้การเติบโตจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้เสนอให้มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการการลดภาษีเพื่อกระตุ้นภาคเอกชน โดยการลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 34 เป็นร้อยละ 20 ทั้งยังได้พยายามที่จะเปลี่ยนกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชนซึ่งในเดือนมกราคม Bolsonaro ได้เสนอขายกิจการที่รัฐเป็นเจ้าของกว่า 100 แห่งรวมถึงภาคธนาคารและพลังงานแต่ศาลสูงสุดได้พิพากษากลับคำสั่งดังกล่าวเพื่อขัดขวางการขายกิจการให้ภาคเอกชน นอกจากนี้รัฐบาลของ Bolsonaro ได้เน้นการดำเนินธุรกิจแบบเปิดกล่าวคือในรัฐบาลของเขาประเทศบราซิลจะเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับการลงทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วยการส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและอนาคตปี 2019 ของสหประชาชาติได้คาดการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลอาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.1 และ 2.5 ในปี 2019 และ 2020 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปี 2561 ที่อัตราการเติบโตร้อยละ 1.4 ทำให้เกิดความหวังในบราซิล (Schneider 2019) แต่ในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศบราซิลปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2561 ซึ่งนับเป็นการกลับมาหดตัวอีกครั้งหลังจากผ่านไปสองปีและภายหลังจากการขยายตัวร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะเดียวกันภาคการลงทุนและการสะสมทุนถาวร (Gross fixed capital formation) ได้มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 1.7 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจ สำหรับการบริโภคภาคเอกชนการเติบโตได้มีการชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.3 เช่นเดียวกันกับการส่งออกที่มีอัตราการเติบโตลดลงอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ซึ่งการปรับลดตัวดังกล่าวอาจทำให้เศรษฐกิจแย่ลงในอนาคตหากภาครัฐไม่เข้ามาสนับสนุนอัตราการบริโภคให้เพิ่มขึ้น (Barua 2019)
อ้างอิง
Amadeo, K. (2019). “Brazil’s Economy and It’s Effect on the United States.” from https://www.thebalance.com/brazil-s-economy-3306343.
Barua, A. (2019). “Economy labors through contraction.” from https://www2.deloitte.com/us/en/insights/economy/americas/brazil-economic-outlook.html#endnote-sup-1.
Poppino, R. E., P. E. James, R. M. Schneider, R. P. Momsen, L. M. E. and B. Burns. (1998). “Brazil.” from https://www.britannica.com/place/Brazil/Brazilian-Highlands.
Ribeiro, G. (2019, May 3). The worst economic crisies in Brazilan history. Retrieved from https://brazilian.report/society/2019/05/03/brazilian-economy-crises-history/
Schneider, D. (2019). “Brazil Economy Outlook 2019.” from https://www.8020investors.com/emerging-markets/brazil-economic-outlook/.
World Bank. (2019, 29 April). “The World Bank In Brazil.” from https://www.worldbank.org/en/country/brazil/overview#1.
Xinhua. (2017). “Brazil GDP falls by 3.6 percent in 2016.” from http://www.xinhuanet.com//english/2017-03/08/c_136110450.htm.