ประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิลตั้งแต่ปี 1985 เรียกได้ว่าเป็นยุคร่วมสมัยของสาธารณรัฐแห่งใหม่ เริ่มต้นเมื่อรัฐบาลพลเรือนกลับมามีบทบาททางการเมืองหลังจากระบอบการปกครองของทหารที่อยู่ในอำนาจมากนานกว่า 21 ปี ตั้งแต่รัฐประหารปี 1964 ก่อนที่ Tancredo Neves ตัวแทนจากพรรค Brazilian Democratic Movement Party จะมีการเจรจาเพื่อเปลี่ยนผ่านมาสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยให้มีการจัดการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งในท้ายที่สุด Taves สามารถชนะ João Figueiredo ผู้นำรัฐบาลทหารและกลายเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของบราซิล ชัยชนะของ Taves นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในบราซิล (BBC news, 2019)

2014 – 2016
การเมืองบราซิลในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยของ Dilma Rousseff ซึ่งเป็นตัวแทนจาก พรรคแรงงาน (Worker Party) และนับว่าเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิล ชัยชนะของ Rousseff นั้นนับว่าเป็นชัยชนะที่ติดต่อกันสามสมัยของพรรคแรงงาน โดยที่ Rousseff นั้นยังคงยึดมั่นในนโยบายเกี่ยวกับการลดความยากจน รัฐบาลเปิดตัวโครงการสวัสดิการ “Sem Miseria” หรือ “Brazil without Poverty” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกว่าล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน โดยการสร้างโอกาสในการทำงานในแก่ประชาชน แต่ก็ยังคงได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องของผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ในช่วงแรก
ยุคสมัยของ Dilma Rousseff ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นนัก โดยในปี 2013 หลังจากการเข้าดำรงตำแหน่งได้เพียงสองปีก็ต้องเผชิญกับความท้าท้ายทางการเมืองเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ประท้วงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ประชาชนกว่าหนึ่งแสนคนเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อความไม่เท่าเทียม ด้านการเข้าถึงสาธารณสุข การศึกษา และระบบบริการสาธารณะอื่น ๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดงาน World Cup ที่สูงเกินไป โดยการประท้วงเกิดขึ้นในหลายเมืองสำคัญ ทั้งในริโอเดอจาเนโร เซาเปาลู บราซิลเลีย เบโลโฮริซอน และซัลวาดอร์ ตำรวจได้มีการปราบปรามผู้ประท้วงโดยการใช้สเปรย์พริกไทย ประธานาธิบดี Dilma Roussef จึงได้เรียกผู้นำการประท้วงเข้าพบเพื่อไกล่เกลี่ยที่สำนักงานประธานาธิบดีเพื่อให้สถานการณ์คลายความตึงเครียดลง


แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 2013 แต่ในการเลือกตั้งปี 2014 Rousseff ก็ยังคงรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ได้อีกสมัย แต่เธอไม่สามารถที่จะรักษาคะแนนนิยมไว้ได้ และดูเหมือนว่าเธอจะต้องเผชิญกับการท้าทายทางการเมืองอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2015 เกิดการประท้วงขึ้นอีกระลอก แต่รอบนี้เกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่ต้องการให้เธอลงจากอำนาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วง มีนักการเมืองหลายคนจากพรรคแรงงานถูกสอบสวนในข้อหารับสินบนจาก Petrobras บริษัทพลังงานของรัฐตั้งแต่ปี 2006 ถึงปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบริการของบริษัท Petrobras คดีความนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “Operation Car Wash”
คดีทุจริตดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวการทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบราซิล ประชาชนแสดงความไม่พอใจต่อการทำงานของประธานาธิบดีด้วยการออกมาประท้วงตามรัฐใหญ่ ๆ มีการต้องข้อสังเกตุเกี่ยวกับสัญญามูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างรัฐบาลและบริษัทพลังงานซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงผิดปกติ การทุจริตถูกพบครั้งแรกที่ร้านล้างรถที่กรุงบราซิเลีย จนนำมาสู่การเรียกร้องให้ถอดถอน Rousseff ออกจากตำแหน่ง
ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับคำร้องให้มีการฟ้องร้องประธานาธิบดีโดยมีการจัดคณะกรรมการพิเศษขึ้นเพื่อไต่สวน มีการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีก่อนที่วุฒิสภาจะสรุปรายงานว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดมีความเป็นเหตุเป็นผล วุฒิสภาจึงได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฟ้องร้องประธานาธิบดี Rousseff ส่งผลให้รองประธานาธิบดี Michel Temer ต้องเข้ารับตำแหน่งรักษาการแทนประธานาธิบดีบราซิล (BBC news, 2015)

Michel Temer ทำหน้าที่เป็นรักษาการประธานาธิบดีนานถึง 180 วัน ในขณะที่วุฒิสภาตัดสินใจว่าจะลงโทษ Rousseff และถอดถอนเธอออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้ Temer ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีตลอดระยะเวลาที่เหลือ และเมื่อมีการลงมติว่าจะถอดถอน Rousseff ออกจากตำแหน่ง ทำให้ Temer ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลไปโดยอัตโนมัติ การดำรงตำแหน่งของ Michel Temer เองก็ไม่ได้ใสสะอาดอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเขานับว่าเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี Rousseff ออกจากตำแหน่งในข้อหาทุจริต
ดูเหมือนว่าผู่นำของบราซิลในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นจะวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น Temer เองก็ถูกกล่าวหาเช่นเดียวกัน ในปี 2016 หลังจาก Marcelo Calero อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทวงวัฒนธรรมลาออกโดยระบุประธานาธิบดี Temer ได้กดดันให้เขาช่วยเหลือ Geddel Vieira Lima เลขาธิการรัฐบาลซึ่งทำการลงทุนพัฒนาแต่ประสบปัญหาล่าช้าเนื่องจากมาตราการอนุรักษ์วัฒนธรรมและมรดก การดำเนินงานไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้หากไม่ผ่านการอนุมัติให้การก่อสร้าง ดังนั้นเมื่อ Marcelo Calero ลาออก ผู้นำฝ่ายค้านของรัฐบาลจึงได้พยายามที่จะทำการยื่นเรื่องถอดถอนประธานาธิบดี ก่อนที่ในเวลาต่อมาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทก่อสร้าง Odebrecht จะออกมายอมรับว่าได้ติดสินบนประธานาธิบดี Temer
นอกจากข้อหารับสินบนในช่วงปี 2016 อันเป็นที่อื้อฉาวแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Temer ต้องประสบกับการรวมตัวหยุดงานกันหลายแห่งของสหภาพแรงงานเพื่อประท้วงนโยบายปฏิรูปแรงงานของรัฐบาล และเหตุการณ์ที่สำคัญที่นำมาสู่การยื่นถอดถอน Temer ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีรอบที่สองคือ กรณีที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัท JBS ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเนื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยหนังสือพิมพ์ชั้นนำของบราซิลอย่าง O Globo ได้มีการเผยแพร่เทปบันทึกภาพที่เปิดเผยว่าประธานาธิบดีได้มีการส่งคนไปเจรจารับสินบนกับ Joesley Batista ผู้บริหารของ JBS ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง การเผยแพร่ภาพดังกล่าวสู่สาธารณะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมาก กอปรกับช่วงก่อนหน้าที่สหภาพแรงงานได้ออกมาประท้วงรัฐบาล ทำให้ภายหลังได้มีการเดินขบวนประท้วงที่หน้ารัฐสภาให้ Temer ลาออกจากตำแหน่ง

ขณะที่ประธานาธิบดีได้มีความพยายามที่จะปราบปรามการประท้วงดังกล่าว ได้มีการสั่งการให้กองทัพเข้าปราบปรามการประท้วงขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเป็นวงกว้างเกี่ยวกับกำลังและความรุนแรงในการปราบปรามของกองทัพและตำรวจ มีการเผยแพร่ภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมประท้วง แม้ว่าเหตุการณ์จะบานปลายแต่ทางด้านของประธานาธิบดี Temer ก็ยังคงปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่ง (Al jazeera, 2017) สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อสังคมเพราะเขาไม่เพียงแค่ทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองแต่ยังทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติและเผชิญกับความถดถอยที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ภายหลังความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงปี 2018 เป็นช่วงเวลาเดียกันกับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่ง Jair Bolsonalo อดีตนายทหารยศร้อยเอกได้รับการเสนอชื่อจากพรรค Social Liberal Party (PSL) ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้ง 2018 โดยชูนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับเรื่องปราบปรามอาชญากรรม ฟื้นฟูความมั่นคงความปลอดภัย เพราะสังคมบราซิลในปัจจุบันเผชิญกับความรุนแรง การค้ายาเสพติด และต้องการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นที่ขยายตัวเป็นวงกว้างอยู่ในทุระดับของสังคม การเมืองช่วงที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส เห็นได้จากอดีตประธานาธิบดีที่ผ่านมา Lula da Silva ถูกจับข้อหาฟอกเงิน Rousseff ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ส่วน Temer ถูกตั้งข้อหาทุจริต ขณะที่สมาชิกรัฐสภาจำนวนมากก็โดนตั้งข้อหาทุจริตและใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ (กษิต ภิรมย์, 2562)

since 2019
นอกจากนี้ Bolsonalo ยังวางแผนที่จะลดภาษีทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมรดกและภาษีธุรกิจ อีกทั้งยังให้คำมั่นว่าจะลดการใช้จ่ายภาครัฐลง นโยบายหาเสียงของ Bosonalo ทำให้เข้าได้รับฐานเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะสามารถเอาชนะคู่แข่งจากพรรคแรงงานที่ครองตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลมานานกว่าทศวรรษด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 55.3 และเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 38 ของบราซิลในวันที่ 1 มกราคม 2019
การเมืองของบราซิลในยุคปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการผู้นำที่ทำงานอย่างจริงจัง มากกว่านักการเมืองที่ใช้คำพูดสวยหรู แต่ทำงานไม่เอาไหน และหยิบฉวยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่เหมือนที่ผ่านมา…
ที่มา
กษิต ภิรมย์. (2562). การเมืองบราซิล สอดคล่องกับแนวโน้มการเมืองโลก. วันที่สืบค้น 10 สิงหาคม 2562. แหล่งที่มา https://www.naewna.com/politic/columnist/38739
Al jazeera. (2017). Brazil’s beleaguered President Temer refuses to resign. Retrieved August 10, 2019. From https://www.aljazeera.com/news/2017/05/brazil-beleaguered-president-temer-refuses-resign-170518232558485.html
BBC news, (2015). Big protests in Brazil demand President Rousseff’s impeachment. Retrieved August 10, 2019. From https://www.bbc.com/news/world-latin-america-31899507
BBC news, (2019). Brazil profile – Timeline. Retrieved August 10, 2019. From https://www.bbc.com/news/world-latin-america-19359111
The guardian. (2015). Brazil opens impeachment proceedings against president Dilma Rousseff. Retrieved August 10, 2019. From https://www.theguardian.com/world/2015/dec/02/brazil-dilma-rousseff-impeachment-proceeding s
