History background

ประเทศบราซิล (Brazil) หรือ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ที่มาของชื่อประเทศนี้มาจากชื่อของต้นไม้ที่เรียกว่า Brazilwood ดินแดนแห่งนี้แต่เดิมเคยถูกดูแลโดยชนเผ่าพื้นเมืองอย่างอินเดียแดงมาเป็นเวลายาวนาน ก่อนที่จะถูกค้นพบโดยชาวยุโรปในปี 1500 ซึ่งชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาเยือนแผ่นดินประเทศนี้เป็นชาติแรก การเดินทางในครั้งนั้นนำโดย Pedro Álvares Cabral ซึ่งเป็นนักผจญภัยชาวโปรตุเกส ขณะที่ดินแดนอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกานั้นถูกยึดครองโดยชนชาติสเปน ซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตุได้ว่าประเทศบราซิลเป็นเพียงประเทศเดียวที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบนั้นใช้ภาษาสเปน

Pedro Álvares Cabral

การเดินทางมาเยือนแผ่นดินบราซิลเมื่อห้าร้อยปีก่อนของชาวโปรตุเกสนั้นพบว่ามีชนพื้นเมืองชาวอินเดียแดงประมาณเจ็ดล้านคน ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในลักษณะของสังคมแบบเผ่าซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนและทำการเกษตรเพื่อดำรงชีพเป็นหลัก ซึ่งจุดประสงค์ของนักเดินทางชาวโปรตุเกสคนอื่น ๆ ที่เดินทางมาพร้อมกับ Pedro Cabral มายังดินแดนอันร้อนระอุแห่งนี้ก็เพื่อแสวงหาวัตถุดิบหรือสินค้าใหม่ที่มีค่าเพื่อส่งกลับไปค้าขายที่ยุโรป การเดินทางมาของชาวโปรตุเกสหลายคนไม่เพียงแค่ต้องการมองหาสินค้าใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความคาดหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าและแสวงหาโอกาสเพื่อหลบหนีจากความยากจนที่ต้องเผชิญในดินแดนบ้านเกิด แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่พวกเขาค้นพบว่ามีค่าในดินแดนแห่งนี้คือต้นไม้บราซิล หรือที่ชาวบราซิลเรียกว่า Pau do brasil ที่สามารถนำไปทำเป็นสีย้อมสีแดง

การมาถึงของชาวโปรตุเกสบนดินแดนบราซิลนั้นจึงดูเหมือนว่าจะห่างไกลจากจุดมุ่งหมายสำคัญของการตั้งอาณานิคมในยุคนั้นของชาวสเปน เห็นได้จากการที่ชาวโปรตุเกสในบราซิลนั้นไม่ได้มุ่งให้ความสนใจเกี่ยวกับการพิชิต ควบคุม หรือพัฒนาดินแดนในบราซิลมากนัก แต่กลับให้ความสนใจในเรื่องของการเป็นนักเดินเรือ การทำการค้าขายทำกำไร หรือการทำเกษตรกรรม มากว่าที่จพะมาคำนึงเรื่องของการขยายดินแดนหรือออกสำรวจพื้นที่ภายในประเทศ

ในเวลาไม่นานภายหลังการมาถึงของชาวยุโรป ก็ได้มีการนำเข้าสินค้าชนิดใหม่เข้ามายังดินแดนบราซิลเพื่อการผลิตและส่งออกไปขายต่อในดินแดนอื่น หนึ่งในสินค้าที่มีความสำคัญคือ นำ้ตาล (sugar) ที่กลายมาเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของบราซิล ประชาชนหันมาปลูกอ้อยเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำตาลของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นเหตุผลของการนำเข้าสินค้าอีกชนิดซึ่งก็คือ แรงงานทาส (slave) จากประเทศแถบ sub-saharan และแอฟริกาตะวันตกเพื่อนำมาใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งการค้าทาสในดินแดนบราซิลนั้นเป็นที่นิยมและมีจำนวนมากในระดับที่ไม่สามารถมีอาณานิคมอเมริกาชาติไหนสามารถเทียบเคียงได้ และนี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบราซิลมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ เนื่องจากเป็นผลผลิตของความหลากหลายทางเชื้อชาติ ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบราซิลมักจะแต่งงานกับชนพื้นเมืองอินเดียแดงดั้งเดิม หรือทาสชาวแอฟริกันและในหลายครั้งก็มีการแต่งงานกันระหว่างชนพื้นเมืองอินเดียแดงและทาสแอฟริกันด้วย ชาวบราซิลส่วนใหญ่จึงมีเชื้อสายของยุโรป แอฟริกัน ชาวพื้นเมืองอินเดียแดง ผสานรวมอยู่ในคน ๆ เดียว จึงไม่แปลกนักที่จะเรียกบราซิลว่า “ดินแดนแห่งความหลากหลาย”

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 การส่งออกอ้อยเริ่มมีปริมาณลดลงอย่างน่าตกใจ ตามมาด้วยการค้นพบทองคำของกลุ่ม Bandeirantes (เป็นกลุ่มชาวโปรตุเกสที่เข้ามาตั้งรกรากมนบราซิลช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้แสวงหาโชคชะตา โดยส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณ São Paulo) ในปี 1690 ทำให้ทองคำกลายมาเป็นเหมือนกำลังหลักทางเศรษฐกิจของบราซิล และเริ่มเข้าสู่ยุคตื่นทองทำให้สามารถดึงดูดความสนใจชาวโปรตุเกสให้เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนบราซิลมากยิ่งขึ้นจนนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้มาใหม่และผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานเดิม (Kohn, 1986)ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่น้ำตาลซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของบราซิล การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการผลิตกาแฟส่งผลทำให้มีการอพยพเข้ามาของชาวยุโรปเป็นจำนวนกว่าหนึ่งล้านคน โดยส่วนมากเป็นชาวอิตาลี เนื่องจากมีการขาดแคลนแรงงานเพราะ ณ ช่วงเวลานั้นประเทศต่าง ๆ เริ่มมีการต่อต้านการค้าทาสบราซิล จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดแรงงานภายในประเทศที่ใช้แรงงานทาสเป็นกำลังหลักในการทำเกษตรกรรม เมื่อชาวอิตาเลียนได้อพยพเข้ามาทำไร่กาแฟมากขึ้นการทำไร่กาแฟก็เริ่มขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในบราซิล และการเติบโตของไร่กาแฟนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศของบราซิล ทำให้มีทุนสามารถที่จะพัฒนาระบบคมนาคม ทางรถไฟ มีการปรับปรุงท่าเรือที่นคร Santos และ Rio de Janeiro และเมื่อศตวรรษที่ 19 สิ้นสุดลง ครึ่งหนึ่งของกาแฟทั่วโลกนั้นผลิตในประเทศบราซิล ขณะที่  São Paulo ได้กลายเป็นศูนย์กลาทางการเศรษฐกิจของบราซิล

ในส่วนของด้านการปกครองในช่วงแรกเริ่มที่บราซิลเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสบราซิลได้ถูกปกครองโดยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาภายหลังที่บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสในปี 1822 ในช่วงแรกบราซิลยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่ จนกระทั่งในปี 1891 จึงบราซิลก็ได้มีการสถาปนาการปกครองขึ้นใหม่เป็นแบบระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic) อย่างไรก็ตามในช่วงปี 1964 ถึงปี 1985 ทหารได้เข้ามาแทรกแซงการปกครองการเมืองในของบราซิลจนเป็นผลให้การปกครองของบราซิลในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหาร ซึ่งภายหลังจากปกครองแบบเผด็จการทหารก็ได้มีการจดการเลือกตั้งขึ้นเพื่อหาผู้แทนที่มาจากการเลือกของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 

โดยในปัจจุบันรูปแบบพรรครัฐบาลของบราซิลมีลักษณะเป็นพรรคผสม เป็นผลเนื่องจากรูปแบบการเมืองของบราซิลมีพรรคการเมืองที่หลากหลายเป็นจำนวนมากกว่า 20 พรรค อย่างไรก็ตามในบราซิลเองก็มีพรรคการเมืองที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลในบราซิลมาอย่างยาวนานเช่นกัน อาทิ พรรคแรงงาน (Workers’ Party – PT) และพรรคเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Democratic Movement Party – PMDB) พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Social Democratic Party – PSDB) และพรรคประชาธิปัตย์ (Democrats – DEM) ซึ่งพรรคเหล่านี้ต่างเป็นพรรคที่สำคัญและเป็นพรรคหลักที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกันไปตามวาระที่ได้รับการเลือกตั้ง

อ้างอิง

Kohn, George C. (1986). Dictionary of Wars (1st ed.). Facts on File, Inc. p. 174. ISBN 978-1-4381-2916-7.

Geographia. (n.d.). Brazil history. Retrieve August 2, 2019. From http://www.geographia.com/brazil/brazihistory.htm

ปฏิภาณ ปรีชาจินดาวุฒิ. ( 2554 ).  การเมืองการปกครอง [ออนไลน์].  แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/webtinenoi/karmeuxng-kar-pkkhrxng

Published : August 2, 2019. 6:28 pm