
ความเป็นมา
Petrobras ถูกสร้างขึ้นในปี 1953 ในยคสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดี Getúlio Vargas ของบราซิลพร้อมด้วยสโลแกน “The Oil is Ours” (Bello,2015) โดย Petrobras ได้รับการผูกขาดทางน้ำมัน ตามกฎหมายในบราซิล และในปี 1954 ทาง Petrobras นั้นก็ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทาง Petrobras จึงได้ดำเนินการผลิตน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ในนามของรัฐบาลบราซิล (United States Securities and Exchange Commission,2015) ในช่วงแรกของการเริ่มต้นบราซิลนั้นยังผลิตน้ำมันได้เพียงแค่ 2,700 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในยุคสมัยนั้นป็นการแปรรูปจาก Shale oil ต่อมาในปี 1961 โรงกลั่นน้ำมัน REDUC ของบริษัท ได้เริ่มดำเนินการใกล้กับเมืองริโอเดอจาเนโรทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ในปี 2005 มีการประกาศร่วมทุนกับ Nippon Alcohol Hanbai เพื่อขายเอทานอลของบราซิลให้กับญี่ปุ่น หรือที่เรียกกว่าข้อตกลง Brazil-Japan Ethanol และในปี 2006 ทาง Petrobras ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตน้ำมันให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นทำให้ผลิตได้ 260 ตันต่อชั่วโมง ทำให้บราซิลสามารถพึ่งพาตนเองได้จากการผลิตน้ำมัน (Jonathan,2017)
ความสัมพันธ์ระหว่าง Petrobras และ รัฐบาลบราซิล
ตั้งแต่ปี 1954 ที่ Petrobras ได้มีการเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ Petrobras นั้นจึงกลายมาได้เป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูประบบการควบคุมกิจการน้ำมันและก๊าซของบราซิลอีกด้วย โดยในปี 1995 รัฐสภาบราซิลได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลบราซิลสามารถทำสัญญากับรัฐต่าง ๆ หรือ บริษัทเอกชนได้ รวมไปถึงการทำให้การกลั่นน้ำมัน การขนส่งน้ำมันก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม 1997 รัฐบาลบราซิลออกกฎหมายฉบับที่ 9,478 / 1997 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ทำให้ Petrobras สูญเสียการเป็นเจ้าสัมปทานน้ำมันเพียงเดียวของบราซิลไป และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้นในกิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบราซิลอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทางรัฐบาลได้มีการให้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอิสระคือ National Agency of Petroleum, Natural Gas and Biofuels (ANP) ขึ้น เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงทดแทนในบราซิล และเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการแข่งขันในภาคน้ำมันและก๊าซอีกด้วย และนอกจากนี้เนื่องจากที่กฎหมายของประเทศได้ระบุไว้ ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นของ Petrobras นั้น รัฐบาลจึงกลายมาเป็นเป็นผู้ที่มีอำนาจในการลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการบริหารบริษัท ดังนั้นรัฐบาลจึงสามารถที่จะควบคุมการดำเนินกิจการภายในองค์กรและสามารถดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจมหภาคและสังคมบางอย่างตามที่รัฐต้องการได้ ซึ่งในเรื่องการเข้ามมามีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลในภาคอุตสาหกรรมนี้ ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและสังคมมากกว่าวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ (United States Securities and Exchange Commission,2015)
นอกจากนี้ Petrobras ยังเป็นศูนย์กลางของการเมืองบราซิลอีกด้วย โดยในระหว่างปี 2003-2010 หัวหน้าพรรคแรงงาน Luiz Inácio Lula da Silva ได้มีการเสนอตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้กับพันธมิตรทางการเมืองของเขาเพื่อช่วยสนับสนุนเขาในสภาครองเกส เนื่องจากความสำคัญทางการค้าและกลยุทธ์ของ Petrobras เป็นเป้าหมายที่หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐเฝ้าระวัง เนื่องจากในกรณีของการทุจริต Car Wash เป็นบทพิสูจน์ว่าหากสามารถที่จะเปิดเผยความลับของบริษัทได้แล้วนั้น มันจะนำไปสู่การเปิดโปงความลับของประเทศได้ (Jonathan,2017)
อิทธิพลของ Petrobras ต่อเศรษฐกิจบราซิล
Petrobras เป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศบราซิลอย่างมาก เนื่องจากเป็นบริษํทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมไปถึงการเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกอีกด้วย โดยหลังจากการค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองในชั้นใต้หินเกลือ ในขณะที่ราคาของราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น รายได้จากกิจการน้ำมันของ Petrobras จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง และการมีอิสรภาพทางพลังงานนี้นั้น จะทำให้ลดรายจ่ายของภาครัฐในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันในระดับภูมิภาค ดังนั้นรัฐบาลจึงหวังให้ Petrobras เป็นสิ่งที่จะช่วยนำพาให้ประเทศพัฒนา
นอกจากนี้ในเรื่องของการลงทุนที่ดำเนินการโดย Petrobras นั้นยังเป็นส่วนสำคัญของการลงทุนระดับชาติอีกด้วย โดยในปัจจุบันการลงทุนของ Petrobras คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น (Gross Fixed Capital Formation หรือ GFCF) ทั้งหมดของรัฐบาลกลางและบริษัทที่อยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล โดยตั้งแต่ในช่วงกลางของทศวรรษที่ 90 ผลผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศได้เริ่มมีแนวโน้มการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งในปี 2016 การผลิตน้ำมันอยู่ที่ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเพิ่มขึ้นร้อยละ 98 นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีการเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ165 ในขณะเดียวกันสัดส่วนการใช้น้ำมันของโรงกลั่นในประเทศได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 ในปี 2010 เป็น ร้อยละ 88 ในปี 2016 สรุปได้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2000 ปริมาณน้ำมันที่ผลิตในโรงกลั่นในประเทศบราซิลมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประมาณร้อยละ 20 นอกจากนี้ Petrobras ยังมีสัดส่วนในการลงทุนมากกว่า 8 ใน 8 ในบราซิล ทำให้ Petrobras เป็นบริษัทที่สร้างงานให้กับชาวบราซิลจำนวนมาก เช่น งานใน บริษัทก่อสร้างอู่ต่อเรือและโรงกลั่น และนอกจากนี้ทาง Petrobras ยังมีการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับซัพพลายเออร์นานาชาติ เช่น Rolls-Royce และ Samsung Heavy Industries อีกด้วย (Jonathan,2017)
แม้ Petrobras จะเป็นบริษัทที่ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในบราซิล และเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่การันตีความมั่นคงให้แก่รัฐบาลและประเทศได้นั้น กลับประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ Petrobras ที่เคยเป็นความหวังในการพัฒนาประเทศกลับกลายมาเป็นความน่าผิดหวังแทน แม้ว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงสุด แต่ก็มีหนี้สินจำนวนมากเช่นกัน เนื่องจากการวางแผนจัดทำโครงการต่าง ๆ ที่มีระยะเวลากับต้นทุนที่ไม่สัมพันธ์กัน รวมไปถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริต Car Wash กับรัฐบาลอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม Petrobras นั้นก็ยังคงมีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาประเทศบราซิลอยู่ (Cecilia Rutkoski Hoff,2016)
Petrobras และ การทุจริต Car Wash

ในเดือนมีนาคม ปี 2014 ได้มีการจับกุม doleiros หรือ พ่อค้าเงินในตลาดมืด (black market money dealers) ผู้ที่ใช้ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น สถานีบริการน้ำมัน และ ร้านรับล้างรถ ในการฟอกเงินที่มาจากการก่ออาชญากรรมได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่ทางตำรวจคาดคิด เนื่องจาก doleiros คนนี้นั้น คือ ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารของบริษัท Petrobras ซึ่งก็คือ นาย Paulo Roberto Costa ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกลั่นและการจัดหาทรัพยากร โดยความเชื่อมโยงในการจับกุมครั้งนี้ทำให้ฝ่ายอัยการได้พบกับการทุจริตที่มีหลายฝ่ายเข้ามาพัวพัน ซึ่งจากการจับกุม นาย Paulo Roberto Costa นั้น เชาได้มีการสารภาพถึงวิธีทุจริตที่เขาและผู้บริหารของ Petrobras ได้กระทำว่า บริษัทหลาย ๆ บริษัทมีการจ่ายเงินให้กับเขาและผู้บริหารคนอื่นเป็นจำนวนมมากเพื่อที่จะรับประกันว่าบริษัทของพวกเขาจะได้รับสัมปทานการก่อสร้างสำนักงาน แท่นขุดเจาะโรงกลั่นน้ำมันและเรือสำรวจจาก Petrobras โดยมีข้อตกลงว่าหากบริษัทเหล่านั้นได้รับสัมปทานพวกเขาจะแบ่งกำไร 1-5% ในทุก ๆ โครงการที่ได้รับสัมปทานมา
โดยหลังจากได้รับเงินใต้โต๊ะจากบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้บริหารก็จะมีการให้สินบนแก่นักการเมืองที่ได้แต่งตั้งพวกเขาให้มาเป็นผู้บริหารของบริษัท Petrobras (จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Petrobras เป็นบริษัทที่รัฐบาลเป็นผู้สิทธิ์ที่ในการเลือกผู้บริหาร) รวมไปถึงการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมื่องที่พวกเขาเป็นตัวแทนอีกด้วย แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่นักการเมือง แต่ยังมีผู้ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นก็พลอยได้รับผลประโยชน์ต่อ ๆ กันไปเป็นห่วงโซ่ โดยผลประโยชน์ที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ได้มีเพียงแต่การได้รับเงิน แต่รวมไปถึง รถยนตร์หรู งานศิลปะที่มีราคาแพง นาฬิกาหรู เรือยอร์ช และเฮลิคอปเตอร์ เป็นต้น ซึ่งผู้ได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ก็ได้มีการฟอกเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การฟอกเงินผ่านธนาคารของสวิสเซอร์แลนด์ รวมไปถึงการฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนาดเล็ก โดยวิธีการฟอกเงินนั้นจะทำด้วยวิธีที่ซับซ้อนเพื่อปกปิดต้นทางของเงินที่ได้รับมา (Jonathan,2017)
อ้างอิง
Bello.
2015. Whose oil in Brazil? [Online]. Available from https://www.economist.com/the-
americas/2015/02/12/whose-oil-in-brazil
Cecilia Rutkoski Hoff. 2016. Petrobras still matters for the Brazilian economy [Online]. Available
Jonathan Watts. 2017. Operation Car Wash: Is this the biggest corruption scandal in history?
[Online]. Available from https://www.theguardian.com/world/2017/jun/01/brazil-
operation-car-wash-is-this-the-biggest-corruption-scandal-in-history
United States Securities and Exchange Commission. 2016. ANNUAL REPORT PURSUANT TO
SECTION 13 OR 15(D) OF THE SECURITIES EXCHANGE ACT OF 1934 for the fiscal year ended December 31, 2014 [Online]. Available from https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/1119639/000129281415001242/pbraform20f_2014.htm#_Toc418234442