History

Established diplomatic relations

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลและจีนเริ่มมีการบันทึกไว้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1812 สมัยเป็นอาณานิคมของโปรดุเกสว่าได้มีการติดต่อกับราชวงศ์แมนจูเรียเพื่อเจรจานำแรงงานชาวจีนจากจีนแผ่นดินใหญ่มาทำงานอุตสาหกรรมชาและน้ำตาลในประเทศบราซิล แต่เนื่องด้วยความหวาดกลัวของแมนจูเรียว่าจะถูกนำไปเป็นแรงงานทาสทำให้แมนจูเรียได้บอกปฏิเสธไป แต่อย่างไรก็ตามชาวจีนหลายพันคนก็ได้หาหนทางในการไปบราซิลผ่านมาเก๊าที่เป็นเขตอิทธิพลของโปรตุเกส ทั้งสองประเทศได้ทำการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.1888 โดยการลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตร การค้า และการเดินเรือที่ทางตอนเหนือของมลฑลเทียนจิน แต่แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ แต่ความวุ่นวายในประเทศจีนช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงกลางศควรรษที่ 20 ทำให้ความสัมพัน์ระหว่างบราซิลและจีนดูเหมือนจะห่างกันไป มีเพียงแค่ความร่วมมือทางการค้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อีกทั้งระยะห่างระหว่างทั้งสองประเทศยังถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งสองฝ่าย ในช่วงปี ค.ศ.1949-1974 บราซิลและสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเนื่องจากรัฐบาลบราซิลนั้นได้ให้การยอมรับรัฐบาลประชาชาติจีนหรือก๊กมินตั๋งที่ไต้หวัน นอกจากนี้ยังได้มีการย้ายเอกอัคราชทูต Gasatao de Rio Branco ของบราซิลซึ่งถือเป็นนักการทูตที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากไปที่กรุงไทเปอีกด้วย ต่อมาในช่วงสงครามเย็นและจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 บราซิลก็ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

Normalized relations

ในปี ค.ศ.1961 รัฐบาลใหม่ของบราซิลที่นำโดยประธานาธิบดี Jocelino Kubitschek ได้ริเริ่มนโยบายเพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนใหม่ โดยได้ทำการส่งคณะเจรจาทางการค้าซึ่งนำโดยรองประธานาธิบดี Joao Goulart ไปที่กรุงปักกิ่งในปีเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.1964 Goulart ที่สืบทอดอำนาจต่อจาก Kubitschek ก็ได้ถูกทำรัฐประหารไปในที่สุด ส่งผลให้กลุ่มตัวแทนจากจีนที่เดินทางมาบราซิลในขณะนั้นถูกจับและเนรเทศออกจากประเทศไป การตัดสินใจของบราซิลในปี ค.ศ.1961 ในการสานสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเป็นผลอันเนื่องมาจากความปราถนาของบราซิลที่จะรักษาความเป็นเอกภาพทางยุทธศาสตร์ของประเทศแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลากับที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐด้วยก็ตาม ซึ่งความต้องการของบราซิลดังกล่าวยังคงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของบราซิลมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัฐบาลของ Kubitschek และ Goulart ที่ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางจีนมากกว่าอันเนื่องมาจากความเป็นฝ่ายซ้ายของผู้นำ

Joao Goulart เยือนจีน
ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=kJdopHYmmnk

ในสมัยรัฐบาลทหารที่ปกครองบราซิลในช่วงปี ค.ศ.1964-1985 ได้ทำการพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนผู้นำเผด็จการทั้งทางทหารและด้านการเงินอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยในมุมมองของสหรัฐฯ มองว่ากองกำลังทหารของบราซิลนั้นคือสิ่งที่สามารถช่วยต่อต้านและโค่นล้มอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในทวีปอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตกับคิวบากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1964-1985 บราซิลยังคงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ซึ่งได้ทำการยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนก็หลังจากตอนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวแม้จะมีการแลกเปลี่ยนทูตกันแต่ก็มีการเยี่ยมเยือนระหว่างกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

Expanded interests and challenging in both countries

จากการเริ่มต้นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในปี ค.ศ.1974 บราซิลและจีนยังคงค่อนข้างห่างเหินเช่นเดิมในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เนื่องจากทั้งสองประเทศได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยในขณะที่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มเข้มข้นมากขึ้นในทศวรรษที่ 1980 ด้วยการเยี่ยมเยือนระดับผู้นำของทั้งสองฝ่าย แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่ได้มีความแน่นแฟ้นมากไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ เมื่ออำนาจอิทธิพลของบราซิลและจีนแผ่ขยาย แน่นอนว่าขอบเขตผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศก็แผ่วงกว้างมากยิ่งขึ้นตามไปด้วยส่งผลให้ทั้งสองต่างก็ห่างกันออกไป เศรษฐกิจของจีนมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา และด้วยสิ่งนั้นส่งผลให้ต้องการวัตถุดิบเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแหล่งพลังงานธรรมชาติอย่างก๊าซและน้ำมัน อีกทั้งยังรวมไปถึงเหล็ก ซิงค์ แมงกานีส และแร่อื่น ๆ อีกมากมายทำให้จีนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมองหาที่ภูมิภาคอื่นเพื่อหาแหล่งพลังงานทางเลือก ตลาด และพื้นที่ใหม่ ๆ ในการลงทุนสำหรับธุรกิจจีนที่แตกตัวอยู่เรื่อย ๆ ความพยายามเหล่านี้นำจีนไปสู่ดินแดนแอฟริกา ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อย่างไรก็ตามละตินอเมริกายังคงถือว่ามีความสำคัญน้อยอันเนื่องมาจากอุปสรรคทางภูมิภาคและสายสัมพันธ์ที่สำคัญกับจีนก็มิได้มีมากเท่าไหร่นัก ปัจจัยที่คล้ายคลึงกันที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่กระเตื้องไปข้างหน้าในมุมมองของฝั่งบราซิลนั้นอันเนื่องมาจากสมัยสงครามเย็นที่รัฐบาลทหารของบราซิลเห็นความสำคัญและได้รับประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่ดีอย่างเต็มที่ โดยบราซิลมองตนเองเป็นพันธมิตรในอเมริกาที่สำคัญในการปราบปรามและต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ แต่แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามบราซิลก็ยังคงถือเรื่องเอกภาพและอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นสำคัญดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น

กระทั่งในช่วงต้นทศวรษที่ 1990 บราซิลต้องเผชิญกับความท้าทายภายในประเทศในการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศมานานนับทศวรรษให้กลายมาเป็นระบอบประชาธิปไตยส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและจีนยิ่งยากที่จะทำให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปอีก การมีภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันยังหมายถึงการที่ทั้งสองประเทศจัดลำดับในการพัฒนาประเทศที่ต่างต่างกันอีกด้วย โดยบราซิลถือเป็นผู้มีอิทธิพลของภูมิภาคที่มุ่งสนใจในการรักษาและคงไว้ซึ่งอิทธิพลของตนเองโดยมีคู่แข่งรายเดียวในภูมิภาคนั่นก็คือสหรัฐฯ ในขณะที่ประเทศจีนนั้นให้ความสำคัญกับการสร้างเอกภาพในประเทศและความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่เมื่อสองประเทศต่างก็เติบโตและมีเอกภาพภายในประเทศตามที่เป้าหมายของทั้งคู่ได้ตั้งไว้แล้ว การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ยิ่งง่ายขึ้นตามไปด้วย

The profitable relations

ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น หากประเทศไม่มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ประเด็นอย่างการค้าหรือเศรษฐกิจก็อาจกลายรากฐานในการสร้างความสัมพันธ์ได้เช่นกัน โดยการแลกเปลี่ยนทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างบราซิลและจีนนั้นมีความไม่ชัดเจนจนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา

เมื่อครั้งในอดีต ความห่างเหินทางการค้าประกอบกับการไม่มีผลประโยชน์ทางยุทธิศาสตร์ร่วมกันทำให้ทั้งสองประเทศต่างก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเอาชนะสภาพภูมิศาสตร์ที่แสนห่างไกลในการมีความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่กระนั้นเมื่อความสนใจทางการค้าที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นทำให้สุดท้ายบราซิลและจีนก็เริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันในที่สุดโดยการค้าของบราซิลกับจีนนั้นมีมูลค่ามากถึงหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ.2005 ทำให้บราซิลกลายเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของจีนในภูมิภาคละตินอเมริกาและยิ่งเพิ่มมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปีต่อมา โดยในช่วงต้นปี ค.ศ.2007 ประเทศจีนกลายเป็นประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ลำดับสามของบราซิล ในเดือนพฤษภาคม 2009 บราซิลได้กลายเป็นประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ที่สุดของจีนโดยเบียดสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของจีนมายาวนานกว่า 80 ปีลงไปในที่สุด จะเห็นได้ว่าประเด็นการค้านั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและจีนแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งในอดีตหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ที่มา

Duffy, G. (2009). Brazil and China forge closer trade links. [Online}. Retrieved from http://news.bbc.co.uk/2/hi/business/8057048.stm

Horta, L. (2015). Brazil-China Relations. RSIS Working Paper. 87. [Online]. Retrieved from https://www.rsis.edu.sg/wp-content/uploads/2015/03/WP287.pdf

Shixue Jiang. (2009). The Panda Hugs the Tucano: China’s Relations with Brazil. 9(10). [Online]. Retrieved from https://jamestown.org/program/the-panda-hugs-the-tucano-chinas-relations-with-brazil/

One Comment Add yours

  1. Suea Itthiwarapornkul's avatar Suea Itthiwarapornkul says:

    Chile: ประเทศจีนและประเทศบลาซิลเป็นคู่ค้ากันมาอย่างยาวนาน และมีมูลค่าการค้าที่สูงมาก ทำให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ทางด้านอื่นๆตตามมาด้วย

    Like

Leave a comment