ในช่วงทศวรรษ 1970 ประเทศบราซิลต้องการที่จะมีอิสระในการดำเนินนโยบายจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น โดยในสมัยของรัฐบาลทหาร Ernesto Geisel ประเทศบราซิลได้มีความพยายามนการเปิดประเทศให้มีความเสรีมากขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมไปถึงการที่รัฐบาลพยายามที่จะเปิดกว้างทางการเมืองด้วยการพยายามดำเนินนโยบายทางการเมืองใหม่ที่เป็นตัวเองมากยิ่งขึ้นเนื่องจากบราซิลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะปกครองตนเอง โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศ Antonio Francisco Azeredo da Silveira ได้ทำการปรับปรุงเงื่อนไขของประเทศบราซิลในการเข้าเป็นหนึ่งในระบบโลกใหม่ หลักการพื้นฐานของการแทรกระหว่างประเทศของบราซิลจะประกอบไปด้วยหลักการของความเป็นอิสระ ความเท่าเทียมกันของรัฐอธิปไตย การตัดสินใจด้วยตนเองและการไม่แทรกแซงภายซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาและกรณีพิพาทต่าง ๆ ด้วยสันติวิธี การได้รับค่านิยมแบบสากลนิยมดังกล่าวส่งผลให้ประเทศบราซิลพยายามที่จะปรับปรุงนโยบายของตนเองให้มีความเป็นอิสระจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศบราซิลจึงมองว่าควรที่จะละทิ้งอิทธิพลต่าง ๆ ที่ได้รับมาในช่วงสงครามเย็น รวมไปถึงการทิ้งอัตลักษณ์ของการเป็นประเทศโลกที่สาม นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 กระทรวงต่างประเทศและกองกำลังติดอาวุธของบราซิลนั้นก็มีความโดดเด่นมากขึ้นจากการขยายขอบเขตเรื่องความมั่นคงของบราซิล อาทิ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทหารกับประเทศสหรัฐ การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับประเทศเยอรมนีและปริมาณการส่งออกยุทโธปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นของประเทศบราซิล

ที่มา https://www.deviantart.com/gukpard/art/Brazilian-dictator-Ernesto-Geisel-718665414
การพยายามดำเนินนโยบายให้มีความเป็นอิสระจากประเทศสหรัฐเพิ่มมากขึ้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศต้องเกิดความบาดหมางกัน แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศได้พยายามที่จะบรรลุระดับความเข้าใจใหม่ระหว่างกันด้วยหลักแห่งความสัมพันธ์ในรูปแบบพิเศษจนนำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างประธานาธิบดี Azeredo da Silveira และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ Henry Kissinger ขึ้น ซึ่งจากการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวทำให้เกิดการปรึกษาหารือระหว่าง 2 ประเทศทั้งในประเด็นทางการเมืองและประเด็นทางกลยุทธ์ที่ทั้ง 2 ประเทศมีความสนใจร่วมกัน แต่ความพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ข้องต้นก็ต้องเกิดการชะงักเมื่อ Jimmy Carter ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้ประเทศสหรัฐเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินนโยบายของประเทศบราซิล ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มา https://apublica.org/2013/05/dear-henry/
การรณรงค์หาเสียงของนาย Jimmy Carter เป็นไปในทางการปกป้องสิทธิมนุษชนและสนับสนุนการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์นำไปสู่ความบาดหมางกันระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศบราซิลอย่างรุนแรง ประเทศบราซิลนั้นได้มีการตอบโต้การกดดันของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยการประณามข้อตกลงทางการทหารในปี 1952 ของสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี Ernesto Geisel ได้มีการประกาศที่จะไม่จำนนต่อความพยายามของสหรัฐในการหยุดยั้งการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ของประเทศบราซิลกับประเทศเยอรมนี เนื่องจากโครงการนิวเคลียร์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อบราซิล เพราะนิวเคลียร์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของบราซิลในการพัฒนาความมั่นคงด้านต่าง ๆ การพยายามยุติข้อตกลงนิวเคลียส์ของประเทศสหรัฐเป็นผลมาจากการลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) มีข้อกำหนดในเรื่องการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์ โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาล Ernesto Geisel มองว่าข้อจำกัดนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เมื่อเกิดความตึงเครียดทางความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศขึ้น ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 รัฐอยู่ในระดับที่ต่ำจนถึงในช่วงท้ายของรัฐบาล Ernesto Geisel การรักษาระยะทางการทางการเมืองกับสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งการการเจรจาทวิภาคีของทั้งสองประเทศซึ่งอาจมีพิ่มขึ้นในอนาคต ต่อมาในช่วงรัฐบาลของ João Figueiredo ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลกับสหรัฐยังคงดำเนินไปอย่างระส่ำระส่าย แม้ว่าบราซิลจะมีการร่วมประณามการรุกรานอัฟกานิสถานของโซเวียตในปี 1979 แต่ประเทศบราซิลก็ได้ปฏิเสธที่จะร่วมคว่ำบาตรโซเวียตตามที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติเสนอ
ในช่วงช่วงกลางทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงของการทำให้เป็นประชาธิปไตยในประเทศบราซิล บราซิลได้มีการดำเนินนโยบายต่างประเทศตามแนวเดียวกันกับที่เคยกระทำมาในอดีต อย่างไรก็ตามบริบทของวิกฤตเศรษฐกิจมหภาค ความเปราะบางสถาบันภายในและข้อจำกัดระหว่างประเทศได้ก่อตัวขึ้นในช่วงท้ายของยุคสงครามเย็น ทำให้ของนโยบายบายต่างประเทศมีความเป็นอิสระและเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศอาร์เจนตินา รวมไปถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือใหม่กับประเทศใหาอำนาจอื่น เช่น ประเทศจีนและสหภาพโซเวียต

ที่มา https://acervo.estadao.com.br/noticias/personalidades,joao-figueiredo,551,0.htm
รูปแบบการดำเนินนโยบายที่เน้นการเป้นอิสระจากประเทสสหรัฐของบราซิลไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากสหรัฐจนนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศที่แย่ลงและการมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนในช่วงรัฐบาล José Sarney ทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงพาณิชย์ขึ้นโดยประธานาธิบดีเรแกนได้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับนโยบายเกี่ยวกับสารสนเทศของบราซิล พร้อมทั้งเพิ่มแรงกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อประเทศบราซิล ในภายหลังเมื่อบราซิลมีความยืดหยุ่นมากขึ้นมาตรการการคว่ำบาตรก็ได้ถูกยกเลิกไป แต่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่นในกรณีของกกฎหมายสิทธิบัตรและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาล José Sarney ของประเทศบราซิลและรัฐบาลเรแกนและบุชของประเทศสหรัฐนั้นเกิดความไม่ลงรอยระหว่างกัน

ที่มา https://www.jws.com.br/2019/03/1986-sarney-convoca-os-seus-qfiscaisq/
จะเห็นได้ว่าในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 นี้เป็นยุคสามารถพูดได้ว่าประเทศบราซิลเป็ฯอิสระจากสหรัฐอเมริกาเนื่องจากประเทศบราซิลเริ่มที่จะมีการเปิดกว้างทางการเมืองมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นรัฐบาลทหาร อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยวิธีที่สันติ เนื่องจากบราซิลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะปกครองตนเอง รวมไปถึงการที่บราซิลต้องการที่จะละทิ้งอัตลักษณ์ของการเป็นประเทศโลกที่สาม ผนวกกับการรับเอาค่านิยมแบบสากลมาทำให้บราซิลมีแนวคิดและต้องการที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกา รัฐบาลจึงเลือกที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนให้ความเป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลและประเทศสหรัฐฯ ในยุคนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างห่างเหินกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสองประเทศที่สวนทางกันจึงทำให้เกิดการดำเนินนโยบายที่มีการตอบโต้ระหว่างกันอยู่บ่อยครั้ง

โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในภายภาคหน้าประเทศบราซิลและประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อที่จะทำให้บราซิลและสหรัฐอเมริกากลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพื่อให้ผลประโยชน์ในอนาคตก็เป็นได้
ที่มา
Hirst, M. (2013). Understanding Brazil-United States relations: contemporary history, current complexities and prospects for the 21st century. Brasília: FUNAG. Retrieved from http://funag.gov.br/biblioteca/download/1043-Understanding_Brazil_-_United_States_relations.pdf
สิ่งที่ประเทศราซิลนั้นเหมือนกับประเทศเวเนซูเอล่าคือในยุคปัจจุบันประเทศบราซิลมีการดำเนินความสัมพันธืกับประเทศสหรัฐอเมริกาแบบพึ่งพากัน โดยราซิลมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่า มีการดำเนินนโยบายแบบโอนอ่อนไปกับนโยบายของสหรัฐอเมริกาเพื่อคงไว้ถึงความสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องพึ่งพา แต่สิ่งที่ต่างกันกับประเทศเวเนซูเอล่าคือช่วงปี1974-1979 บราซิลมีความต้องการที่จะดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีการลดการแทรกแซงจากภายนอก มีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกัน ซึ่งแตกต่างจากประเทศเวเนซูเอล่า (จากประเทศเวเนซูเอล่า)
LikeLike