Integration

Balance of Power 

ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับบราซิลเป็นพันธมิตรระหว่างกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ที่สหรัฐฯ ให้การรับรองบราซิลในฐานะประเทศเอกราชจากโปรตุเกส หลังจากนั้นทั้งสองประเทศได้มีความร่วมมือและให้การช่วยเหลือกันและกันในด้านต่าง ๆ ทั้งการทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบราซิลพึ่งพาเศรษฐกิจและสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างจงรักภักดี ถึงขั้นส่งทหารเข้าไปร่วมรบในเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งบราซิลนับว่าเป็นเพียงประเทศเดียวในละตินอเมริกาที่เข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม หรือแม้แต่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็น บราซิลยังแสดงออกถึงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับพรรคบอลเชวิกของโซเวียตส่งผลให้ในช่วงสงครามเย็นความสัมพันธ์ของบราซิลและโซเวียตไม่ได้มีการปฏิสมพันธ์กันมากนัก

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 1970 เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับบราซิลเริ่มระส่ำระส่ายเนื่องจากประเทศบราซิลต้องการที่จะดำเนินนโยบายแบบลดการพึ่งพิงสหรัฐ ผนวกกับรูปแบบการดำเนินนโยบายของสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปในสมัยประธานาธิบดี Jimmy Carter ซึ่งสวนทางกับนโยบายของประเทศบราซิลทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศห่างเหินกัน แต่อย่างไรก็ตามบราซิลก็ยังต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจเนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลทหารปกครองประเทศ โดยนโยบายเศรษฐกิจที่บราซิลใช้ตอนนั้นคือ ISI นโยบายดังกล่าวนั้นได้มุ่งเน้นปฏิบัติตามหลักการ Comparatve Advantage แต่เป็นการทำอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้าไม่เน้นการส่งออกส่งผลให้สินค้าที่มีอยู่นั้นตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้อย่างล้นเกินและเมื่อจำเป็นที่จะต้องหาตลากระบายสินค้าก็พบว่าสินค้าที่มีอยู่นั้นด้อยคุณภาพไม่สามารถที่จะแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากต่างประเทศได้ จากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็เริ่มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง กอปรกับการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จึงส่งปลให้ประเทศละตินอเมริกาต้องประสบภาวะวิกฤติหนี้ในท้ายที่สุด 

 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศบราซิลได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้ากับโซเวียต แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของประเทศบราซิลและสหภาพโซเวียตก็ยังคงดำเนินไปอย่างจำกัด เนื่องด้วยความไม่มั่นคงในหลาย ๆ ด้านของโซเวียตรวมไปถึงการมีอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ ทำให้สหภาพโซเวียตไม่ได้เข้ามาสานสัมพันธ์อย่างจริงจัง

“ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ที่บราซิลมีต่อสหรัฐฯ อเมริกาในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 นั้นไม่ได้ทำให้ประเทศรัสเซียไม่ได้กร้ำกรายเข้ามาในเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ เพราะบราซิลเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ดังนั้นในช่วงนี้ความสัมพันธ์ที่บราซิลกับสหรัฐฯ มีต่อกันจึงไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่ออิทธิพลของมหาอำนาจอื่น แต่เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงปลายของศตวรรษที่ 20 สหภาพโซเวียตล่มสลายและประเทศจีนเริ่มเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้เท่าทันประเทศอื่น ๆ บราซิลจึงเริ่มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศมากขึ้น”

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้เป็นช่วงสหรัฐฯ ได้ลดระดับของการแทรกแซงในบราซิลลง เนื่องจากว่ากระแสของคอมมิวนิสต์ได้เริ่มเสื่อมลงทำให้ความช่วยเหลือที่เคยได้ให้แก่บราซิลก็เป็นอันสิ้นสุดลง ในช่วงนี้เองที่ดูเหมือนว่าอิทธิพลของสหรัฐฯ เริ่มแผ่วเบาลงเป็นช่องโหว่ให้ประเทศมหาอำนาจอื่นอย่างจีนและรัสเซียได้ก้าวเข้ามาดำเนินความสัมพันธ์

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายถือเป็นยุคที่ประเทศบราซิลได้เริ่มดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อย่างประเทศจีนและประเทศรัสเซียอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะพบเจอกับอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งปัญหาภายในและภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศของบราซิลและปัญหาการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ  นอกจากนี้ประเทศบราซิลได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามของสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาการทำสงครามกับประเทศอ่าว การปฎิเสธที่จะไม่เกี่ยวข้องดังกล่าวของประเทศบราซิลสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อประเทศสหรัฐ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนของบราซิลและสหรัฐฯ เป็นจังหวะอันดีให้บราซิลได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น โดยทั้งสองประเทศพยายามที่จะฟท้นฟูความสัมพันธ์ด้วยการจัดตั้งความร่วมมือระดับสูงหรือ CAN และมีการเจรจาด้านการค้า เทคโนโลยี และการทหาร 

ทั้งนี้ประเทศบราซิลก็ยังได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศจีนมีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการค้า ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและด้านพลังงานผ่านความร่วมมือ South – South Cooperation การดำเนินความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศทำให้ประเทศจีนได้กลายมาเป็นประเทศหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศบราซิลแทนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของประธานาธิบดี Rousseff ที่ประเทศบราซิลได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากประเด็นการเข้าสอดแนมของประเทศสหรัฐฯ ต่อประธานาธิบดีบราซิลและบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ทำให้ความสัมพันธ์ของประเทศบราซิลและสหรัฐต้องชะงักลง ประเทศบราซิลจึงได้หันไปให้ความสนใจกับประเทศจีนมากยิ่งขึ้น โดยมีการทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมกันครอบคลุมเรื่องหลักสูตรทางการทหาร การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีการป้องกันระหว่างกัน 

กล่าวโดยสรุปคือความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับจีนและรัสเซียนั้นเป็นไปเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา เพื่อที่ว่าจะทำให้บราซิลไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐมากเกินไปและเป็นอิสระในการดำเนินความสัมพันธ์ระกว่างประเทศมากยิ่งขึ้น นับเป็นการปกป้องเศรษฐกิจของบราซิลไม่ให้อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของขั้วใดขั้วหนึ่งดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจีนจะเข้ามาดำเนินความสัมพันธ์กับบราซิลมากขึ้นแต่จีนก็ยังคงคำนึงถึงผลประโยชน์การค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่เช่นกัน เพราะหากมองเปรียบเทียบตัวเลขการค้าระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา และจีนกับบราซิลจะเห็นได้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่จีนกับสหรัฐมีร่วมกันนั้นมากกว่าที่ทำกับบราซิล ทำให้การดำเนินนโยบายของจีนนั้นต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังมากกว่าที่จะทำให้อีกขั้วอำนาจหนึ่งเสียหายอย่างรุนแรง เช่นเดียวกันกับที่ถึงแม้รัสเซียจะเข้ามามีการทำการค้าและพัฒนาความสัมพันธ์กับบราซิลมากกว่าในอดีต ซึ่งการเข้ามาของรัสเซียในครั้งนี้ถือได้ว่ารัสเซียได้กลายไปเป็นหนึ่งตัวแสดงหลักที่สำคัญที่เข้าไปทำหน้าที่ช่วยคานอำนาจของสหรัฐฯ ในบราซิล แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้รูปแบบความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังคงอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างมุ่งเน้นและแสวงหาเพียงผลประโยชน์ที่มีต่อกันเท่านั้น

The advantages in comparison

United States

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบราซิลอดีตนั้นดำเนินไปในลักษณะที่บราซิลต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ บราซิลได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ จำนวนมาก ทำให้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองประเทศบราซิลมีท่าทีสนับสนุนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก เพราะได้รับผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนอเมริกัน อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือเกี่ยวกับด้านการทหาร จากการที่สหรัฐอเมริกา สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่บราซิล ในขณะเดียวกันนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศบราซิลในการเข้าช่วยรบในสมรภูมิ รวมถึงสามารถที่จะเข้ามาตั้งฐานทัพบริเวณฝั่งตะวันออกของบราซิลเพื่อสอดส่องทวีปแอฟริกา แต่หากมองในแง่ของการพึ่งพากันนั้นคงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พึ่งพาซึ่งกันและกันได้ เพราะประเทศบราซิลเป็นฝ่ายที่พึ่งพิงประเทศสหรัฐอเมริกาเสียมากกว่า เพราะเศรษฐกิจของประเทศบราซิลนั้นขึ้นอยู่กับการลงทุนและการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในทางกลับกันการมูลค่าการค้าทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ได้จากบราซิลนั้นกลับคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน 

Russia

รูปแบบความสัมพันธ์ของรัสเซียและบราซิลนั้นอยู่ในรูปแบบของการที่ต่างฝ่ายต่างแสวงหาผลประโยชน์จากกัน โดยส่วนใหญ่แล้วความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้จะเป็นรูปแบบการค้าการลงทุนโดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการทหาร โดยที่รัสเซียมีความพยายามที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าด้านการทหารให้แก่บราซิล โดยการใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเป็นข้ออ้างที่ช่วยให้เกิดการค้าระหว่างกันขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อตกลง และการเข้าไปช่วยลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่บราซิล เป็นต้น ในส่วนของบราซิลเองก็ไม่ได้ตอบรับการขายอุปกรณ์ด้านการทหารจากรัสเซียทุกชนิด แต่มีการเลือกรับสินค้าจากรัสเซียแค่เพียงบางประการที่บราซิลต้องการเพียงเท่านั้น นอกจากนี้บราซิลเองก็ยังคงความเป็นคู่ค้ากับรัสเซียไว้โดยการส่งออกและนำสินค้าหลายรายการกับรัสเซีย เนื่องจากทั้งคู่ถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญระหว่างกันโดยบราซิลถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและคู่ค้าที่สำคัญของรัสเซียในละตินอเมริกา และรัสเซียเองก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญของบราซิลเช่นกัน 

China

ความสัมพันธ์จีนและบราซิลเป็นไปในรูปแบบต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เพียงแต่จีนนั้นมีความสามารถในด้านต่าง ๆ เหนือกว่าจึงจีนจึงสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากบราซิลได้มากกว่าที่บราซิลจะได้รับผลประโยชน์จากจีน จากการที่จีนมีประชากรจำนวนมากนั้นจึงส่งผลทำให้ความต้องการสินค้าประเภทปฐมภูมิสูงตามไปด้วยเช่นกัน และบราซิลเองก็มีความสามารถในการผลิตและขายสินค้าปฐมภูมิดังดล่าว จึงทำให้จีนต้องพึ่งพาสินค้าจำพวกนี้จากบราซิลเป็นอย่างมาก โดยบราซิลเองก็ได้รับผลประโยชน์จากกำไรทางการค้ากับจีนเช่นกัน (แม้จะไม่มากเท่าที่จีนได้รับจากบราซิล) โดยในส่วนของความสัมพันธ์ด้านอื่น เช่น ด้านการลงทุน จีนนั้นได้มีการเข้ามาร่วมลงทุนในบราซิลในหลากหลายภาคส่วน  ทั้งด้านธุรกิจการเกษตร ด้านการศึกษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสาธารณูปโภค ตลอดจนด้านพลังงาน

International relations: Impact on domestic politics

United States

การดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานทำให้รัฐบาลอเมริกันเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในการเมืองของบราซิลอย่างมาก นอกจากนี้บราซิลยังต้องพึ่งพิงสหรัฐฯ ในหลายด้านทั้งทั้งการทหารและเศรษฐกิจ ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลดีต่อบราซิลในระยะยาวนัก เพราะกลายเป็นว่าเศรษฐกิจของบราซิลต้องขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ ถ้าสหรัฐฯ ไปได้ดีบราซิลก็พลอยได้รับประโยชน์ แต่เมื่อสหรัฐฯ ประสบปัญหาก็นำพาหายนะมาสู่บราซิลด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทำให้ในสมัยของประธานาธิบดี João Goulart ได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่การกระทำดังกล่าวนั้นขัดกับผลประโยชน์ของอเมริกันทำให้ในท้ายที่สุดรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เลือกที่จะให้การสนับสนุนกองทัพบราซิลในการทำรัฐประหารโค่นล้มอำนาจประธานาธิบดีในปี 1964 ในสมัยของประธานาธิบดี John F. Kennedy นั้นมองว่าประธานาธิบดี Goulart ของบราซิลนั้นมีท่าทีที่เป็นมิตรกับประเทศที่ต่อต้านสหรัฐมากจนเกินไป สุดท้ายจึงได้มีการปฏิบัติการ Brother Sam โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันบราซิลไม่ให้กลายเป็นเหมือนจีนหรือคิวบา แม้ว่าท้ายที่สุดจะเท่ากับว่าสหรัฐฯ ให้การช่วยเหลือจนก่อให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งขัดแย้งกับหลักการเสรีประชาธิปไตยที่รัฐบาลอเมริกันยึดถือก็ตาม และเมื่อสหรัฐฯ 

Russia

รัสเซียเริ่มเข้ามามีบทบาทในบราซิลในฐานะสหภาพโซเวียตช่วงตอนกลางถึงปลายยุคสงครามเย็นอันเป็นผลมาจากการที่บราซิลเปลี่ยนผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ต้องการเป็นอิสระในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือเป้าหมายที่จะลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ลง จึงเป็นโอกาสที่สหภาพโซเวียตได้เข้ามาฟื้นฟูความสัมพันธ์โดยเริ่มจากการค้าตามลำดับ อย่างไรก็ดีการเริ่มมีบทบาทในบราซิลของสหภาพโซเวียตอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองภายในประเทศโดยตรง แต่หากเป็นเพราะการที่ตัวผู้นำเริ่มหันเหออกจากสหรัฐฯ และต้องการอิสระมากขึ้นอาจทำให้กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากสหรัฐฯ ภายในประเทศไม่พอใจจึงทำให้เกิดการปฏิวัติโค่นอำนาจไปในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้โซเวียตจะไม่ได้มีอิทธิพลในทางการเมืองมากนัก หากแต่เป็นในทางเศรษฐกิจก็ถือว่ามีความสำคัญอยู่ไม่น้อย และยังมีการสานสัมพันธ์กันอยู่เรื่อยมากระทั่งจวบจนปัจจุบัน

China 

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและบราซิลภายหลังจากที่บราซิลได้มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศ แต่ Bolsonaro นั้นก็ยังยืนยันที่จะดำเนินนโยบายการค้าในรูปแบบเดิมกับจีน และมีแนวโน้มว่าจะมีการทำการค้ากับจีนในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันนั้นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศบราซิลได้มีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าควรกำหนดนโยบายมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ มากกว่าจีน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอเมริกาใต้จากการขยายโครงการ One Belt One Road ของจีน รวมไปถึงการที่บราซิลได้ชื่อว่าเป็นตลาดโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยี 5G ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้จีนพยายามผลักดัน Huawei ให้เข้ามาในตลาดบราซิลแต่จีนกลับได้รับความผิดหวังกลับไป โดยสิ่งนี้ทำให้ Bolsonaro เล็งเห็นว่าควรที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรจีน อย่างไรก็ตามแม้ด้วยการนำของ Bolsonaro จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบราซิลให้ความสนใจสหรัฐฯ มากกว่าจีน แต่บราซิลเองนั้นก็ไม่สามารถละทิ้งความสัมพันธ์จีนได้ เนื่องจากยังถือจีนเป็นขั้วอำนาจสำคัญในการคานกับสหรัฐฯ สำหรับบราซิล

2 Comments Add yours

  1. Itsaree's avatar Itsaree says:

    เห็นว่าความสัมพันธ์ของบราซิลนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นนอกจากสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะทำให้สามารถคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกาได้ แต่อย่างไรก็ตามบราซิลก็ยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาอยู่ (คอสตาริก้า)

    Like

  2. Suea Itthiwarapornkul's avatar Suea Itthiwarapornkul says:

    Chile: จากข้างต้น ผู้นำประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็น Bolsonaro และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ มีความเห็นที่ไม่ค่อยลงรอยกันในเรื่องของความสัมพันธ์ ทางกลุ่มมีความเห็นอย่างไร จะเกิดความขัดแย้งในการดำเนินนโยบายต่างๆหรือไม่?

    Like

Leave a comment