Luiz Inácio Lula da Silva
ในปี 2002 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลของ Lula ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯในรูปแบบที่ค่อนข้างซับซ้อนเนื่องจากในช่วงต้นบราซิลมีจุดประสงค์ที่จะแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาภายในประเทศมากว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ตั้งแต่สหรัฐฯได้ประสบเหตุกาณ์คุกคามความมั่นคงจากการก่อการร้ายในเหตุการณ์ 9/11ทำให้สหรัฐฯได้กำหนดยุทธศาสตร์ระดับโลกขึ้นมาโดยมีจุดประสคงค์เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สหรัฐฯจึงได้มีความต้องการให้ประเทศต่างดำเนินนโยบายตามหลักที่สหรัฐฯกำหนดโดยใช้วิธีการกดดันให้ประเทศต่างๆที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยตอบสนองต่อนโยบายของตน ซึ่งเป็นผลให้บราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยจึงต้องเผชิญหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเปลี่ยนแปลงที่ตามมาจากสถานการณ์นี้กลับทำให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้งสองประเทศกลับกลายมามีความสำคัญน้อยลงกว่าที่ทั้งสองประเทศคาดหวัง เนื่องจากในช่วงต้นแทนที่บราซิลจะสนับสนุนการก่อการร้ายในระดับระบบโลกในขณะนั้น แต่บราซิลกลับมีจุดประสงค์ที่จะแก้ปัญหาความยากจนมากกว่า ทำให้มีความตั้งใจที่ไม่เต็มที่ในการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้ายที่นำโดยวอชิงตัน โดยนโยบายที่ไม่ตรงประเด็นตามยุธศาสตร์ที่บุชกำหนดของบราซิลนั้นได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในปี 2002 จนดูเหมือนเป็นการสะท้อนบทบาทของประเทศชายขอบอย่างละตินอเมริกาต่อความต้องการของวอชิงตันในขณะนั้นและเพื่อสืบทอดวาระการประชุมก่อนหน้า รัฐบาลในสมัย Lula ได้เล็งเห็นที่จะประกาศความตั้งใจที่จะทำการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์นี้โดยพยายามที่จะประทับตรามันเพื่อยืนยันแนวทางในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เกิดความกังวลขึ้นเนื่องจากได้รับสัญญาณเตือนจากผู้นำฝ่ายซ้ายเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากฝ่ายซ้ายเชื่อว่าการที่บราซิลต่อต้านสหรัฐ ฯ นั้นเป็นประเด็นที่สำคัญ นอกจากนั้นวอชิงตันยังได้ตีความการกระทำของบราซิลว่าเป็นการต่อต้านอเมริกา เป็นผลให้สุดท้ายแล้วในช่วงต่อมารัฐบาล Lula จึงต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบาย ซึ่งหมายความว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของอัตลักษณ์ของพรรคของเขาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำไปสู่การบริหารที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นรัฐบาลของพรรคแรงงานที่นำโดย Lula จึงเริ่มฟื้นฟูการสื่อสารระดับทวิภาคีระหว่าง Planalto Palace และ White House ขึ้นใหม่ในเวลาต่อมา เพื่อให้แน่ใจว่าสองเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเจรจาระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และการเจรจาที่มีก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในทางเศรษฐกิจการเมืองรวมถึงในด้านความปลอดภัย รัฐบาลของ Bush และ Lula จึงได้ดำเนินนโยบายและความร่วมมือกันประเด็นต่าง ๆ อาทิ การต่อต้านยาเสพติด การก่อการร้าย ความมั่นคงด้านพลังงาน การค้า และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลทั้งสองพยายามส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันด้วยความประนีประนอม ด้วยการสร้างความร่วมมือต่าง ๆ เห็นได้จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ประเทศบราซิลเข้าไปมีบทบาทในการรักษาสันติภาพในประเทศเฮติ (MINUSTAH) ในปี 2547 ในขณะเดียวกันประเทศบราซิลก็สนับสนุนการนโยบายการต่อตานการก่อการร้าย นอกจากนี้ประธานาธิบดี Bush ก็ยังสนับสนุนการบทบาทของประเทศบราซิลในเวทีโลก เช่น บทบาทของประเทศบราซิลในการประชุม GATTs รอบโดฮา (Hirst, 2013; Sufrin, 2019)
กล่าวได้ว่าจากการบริหารงานภายใต้นโยบายต่างประเทศทั้งสองช่วงของ Lula ทำให้บราซิลเลียและวอชิงตัน ได้มีนโยบายร่วมกันที่ทั้งสองภูมิภาคต่างเห็นพ้องกันได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่สถาบันประชาธิปไตยเผชิญกับปัญหาความมั่นคง อย่างไรก็ตามถึงแม้ทั้งสองประเทศจะมีความเห็นพ้องกันในบางกรณีแล้วแต่ในบางกรณีทั้งสองก็มีความเห็นต่างกันบ้างในช่วงต่อมา ในขณะที่ความสัมพันธ์ของระหว่างทั้งสองรัฐก็เพิ่มระดับความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนส่งผลให้สังคมเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ที่บราซิลได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรพัฒนาเอกชนและการเคลื่อนไหวที่มุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในบราซิลให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้นเป็นผลให้ในการเลือกตั้งของ Lula ในปี 2003 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่น้ำหนักทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่มีกลุ่มเหล่านี้อยู่ภายในสังคมและรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น
The Fading Relations
Dilma Rousseff
Dilma Rousseff เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2011 ภายใต้การบริหารงานภายในประเทศ Rousseff จะเน้นการดำเนินงานต่อเนื่องจากรัฐบาลของ Lula กล่าวคือ การขยายตัวทางสังคม การเพิ่มการลงทุนในภาคธุรกิจต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและที่พักอาศัยราคาถูกภายใต้โครงการ Minha Casa, Minha Vida สำหรับนโยบายต่างประเทศรัฐบาล Rousseff จะเน้นการดำเนินความสัมพันธ์แบบทวิภาคี และให้มีการดำเนินนโยบายทางการทูตแบบไม่รุนแรง นอกจากนี้ยังได้มีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2011 ได้มีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยควาวมร่วมมือหลายฉบับ อาทิ ความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น เพื่อจัดตั้งรูปแบบการเจรจาระหว่างบราซิล – สหรัฐอเมริกาหรือ the Brazil – U.S. Strategic Dialogue Program โดยสหรัฐได้ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการผลักดันวาระการประชุม Rio + 20 ซึ่งเป็นการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมให้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากการประชุมดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการเป็นหุ้นส่วนพลังงานซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกากังวลว่าประเทศจีนจะเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็เกิดการชะงักแม้ว่าประธานาธิบดี Dilma จะได้เดินทางไปเยื่อนประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสานปฏิสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคีก็ตาม (Pecequilo, 2014)
“NSA Spying Scandal”
ในปี 2013 หนังสือพิมพ์ the Guardian ได้เผยแพร่ข้อมูลสำคัญกว่าพันรายการซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มากจาก National Security Agency (NSA) หรือโปรแกรมสอดแนมของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เน้นดักฟังข้อมูลการสื่อสาร (Solms and Heerden, 2015) ซึ่งเป็นการดำเนินการสอดส่องอย่างลับๆในประเทศที่เป็นมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศบราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายหลักของ NSA ในการสอดแนมข้อมูลต่าง ๆ ผ่านการดักฟังการสื่อสารของประธานาธิบดี Dilma และ Petrobras บริษัทน้ำมันแห่งชาติของบราซิล เป็นต้น การกระทำดังกล่าวของ NSA สร้างความไม่พอใจต่อประเทศบราซิลเป็นอย่างมากเนื่องจากประเทศบราซิลมีความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐด้วยการสานสัมพันธ์แบบทวิภาคี (Trinkunas, 2013) แต่ภายหลังการเปิดเผยเอกสารดังกล่าวโดยนาย Edward Snowden นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากสร้างความไม่พอใจต่อประเทศบราซิลเป็นอย่างมากมีการเรียกร้องให้สหรัฐออกมาอธิบายว่าทำไมหน่วยข่าวกรองของสหรัฐจึงต้องเฝ้าสังเกตอีเมลและโทรศัพท์ของตนและประชาชนในประเทศ รัฐบาล Rousseff ก้ได้ตอบโต้กลับอย่างทันท่วงทีโดยการเรียกพบเอกอัคราชทูตของสหรัฐเข้าพบเพื่ออธิบายการกระทำดังกล่าว พร้อมทั้งสั่งให้มีการสอบสวนว่าหน่วยสอดแนมของสหรัฐอเมริการวบรวมข้อมูลอย่างไรและมีบริษัทภายในประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้มีการขู่จะลดระดับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อตอบโต้การกระทำของหน่วยข่าวกรอง ทั้งยังได้มีการยกเลิกการเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริการของ Rousseff ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน นอกเหนือจากการยกเลิกการเดินทางแล้วรัฐบาลบราซิลยังได้ยกเลิกข้อตกลงการซื้อขายเครื่องบินรบ F / A-18 กับบริษัทโบอิ้งของสหรัฐซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและหันไปใช้บริการบริษัท Sabb ของประเทศสวีเดนแทน (Watts, 2013; Solms and Heerden, 2015) การเปิดเผยข้อมูลของ NSA ยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการออกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันไซเบอร์ เนื่องจากจากการสืบสวนของรัฐบาลบราซิลพบว่าบริษัทโทรคมนาคมเอกชนแห่งหนึ่งของบราซิลได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบราชการลับของ NSA ฝ่ายบริหารได้ร้องขอให้มีการพิจารณาการออกกฎหมายกำหนดให้ข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมโดยบริษัท อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจะถูกเก็บไว้ภายในเขตแดนของบราซิลเพียงเท่านั้น (Trinkunas, 2013)
“The right to safety of citizens of one country can never be guaranteed by violating fundamental human rights of citizens of another country — President Rousseff”
ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2013 ประธานาธิบดี Rousseff ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อเครือข่ายการจารกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก (global network of electronic espionage) ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการสอดแนมการสื่อสารภายในประเทศบราซิล เช่น บริษัทน้ำมัน Petrobras ประชาชน รวมทั้งการสื่อสารของประธานาธิบดีผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ Facebook และ Google เป็นต้น Rousseff เรียกร้องให้มีการจัดตั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยขอบเขตการใช้อินเทอร์เน็ตและการสื่อสาร และมีการเรียกร้องให้มีการขยายขอบเขตสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมถึงสื่อดิจิทัลเพราะมองว่าสิทธิความปลอดภัยของพลเมืองในประเทศนั้นไม่สามารถรับประกันได้ เนื่องจากอาจโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยพลเมืองของประเทศอื่น ทั้งยังมองว่าสหประชาชาติจำเป็นจะต้องมีบทบาทหลักในการพยายามที่จะควบคุมการดำเนินการของรัฐเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้ (Pizzi, 2013) ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบราซิลและสหรัฐอเมริกาก็ดูจะมีความใกล้ชิดกันน้อยลง เปิดโอกาสให้ประเทศจีนได้ก้าวเข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่สำคัญที่สุดของบราซิลแซงหน้าประเทศสหรัฐ
Michel Temer
Michel Temer ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราวในเดือนพฤษภาคมปี 2016 ภายหลังจากการปลดประธานาธิบดี Rousseff ออกจากตำแหน่งเนื่องจากมีการฟ้องร้องกล่าวหา Rousseff ว่าได้กระทำการตกแต่งบัญชีของรัฐเพื่อปิดบังงบขาดดุลของประเทศเพื่อรักษาฐานเสียงและภายหลังการตัดสินของวุฒิสภาให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับ Rousseff ส่งผลให้นาย Terme ในฐานะรองประธานาธิบดีในขณะนั้นจำเป็นต้องเข้าพิธีสาบานตนในฐานะประธานาธิบดี ในช่วงเริ่มต้นของการเข้ารักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีของ Terme ความสัมพันธ์ของประเทศบราซิลและสหรัฐนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ดีขึ้นเนื่องจากประเทศสหรัฐไม่ได้แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี Terme เหมือนกับที่เคยแสดงความยินดีกับ Rousseff เมื่อราวชนะการเลือกตั้ง ประเทศสหรัฐติดสินใจที่จะรักษาระยะห่างกับประเทศบราซิลเช่นเดิมจนกว่าจะมีการตัดสินคดีของ Dilma Rousseff (Rocha and Brown, 2016) ต่อมาเมื่อประเทศมีการเลือกตั้งใหม่ทำให้นาย Donald Trump ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้มีความพยายามในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศโดยประธานาธิบดี Temer มีความประสงค์ที่จะทำงานร่วมกันกับฝ่ายบริหารใหม่ของสหรัฐเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (NEWSPAPER The Brasilians, 2016) และยังเน้นย้ำถึงความสนใจของประเทศบราซิลในการได้รับการลงทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น
A form of bilateral growth agenda
ประธานาธิบดี Michel Temer และประธานาธิบดี Donald Trump ได้ตกลงที่จะทำงานด้วยกันเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจระหว่างบราซิลและอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ภายในภูมิภาค รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือทางการทหารซึ่งภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล Temer ได้มีการอนุญาตให้ประเทศสหรัฐจัดตั้งฐานฝึกทหารในบราซิลเพื่อฝึกอบรมชาวบราซิล โดยทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน เนื่องจาก Temer มองว่าประเทศสหรัฐถือเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดโอกาสต่าง ๆ ให้กับประเทศบราซิล กล่าวคือ จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนชาวบราซิลเข้าไปลงทุนได้มากขึ้นและทำให้ประเทศบราซิลสามารถเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้าใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น (Reuters, 2016) จากรายงานของ ITC ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการคลังระบุว่าภายใต้การดำเนินงานของ Temer ประเทศบราซิลถือเป็นผู้ลงทุนอันดับ 3 ในการซื้อธพันธบัตรของสหรัฐรองจากประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่ากว่า 300,000 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐหรือคิดเป็น 1.24 ล้านล้านเรียล จำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่าเงินลงทุนของประเทศฝรั่งเศส เยอรมันนี นอร์เวย์ เม็กซิโกและอิตาลีซึ่งเป็นสมาชิก NATO รวมกัน (Ehrmann, 2018) อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศสหรัฐและประเทศจีน ประเทศบราซิลก็หลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในสงครามดังกล่าวด้วยการตอบโต้แบบระมัดระวังและเรียกร้องให้ผู้ผลิตเหล็กบราซิลและลูกค้าในสหรัฐอเมริกาทำงานร่วมกันในการล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อปรับเปลี่ยนอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการทำสงครามการค้ากับประเทศจีน เนื่องจากภาษีจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของประเทศบราซิลไปยังสหรัฐอเมริกา (Simoes and Bautzer, 2018)
Remaking Relations
Jair Bolsonaro
ชัยชนะของ Jair Bolsonaro ในการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีขอองบราซิลถือว่ามีนัยยะสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของบราซิล ในอดีต Bolsonaro เคยดำรงตำแหน่งกัปตันกองทัพและเคยดำรงตำแหน่งในรัฐสภาจึงถือได้ว่านาย Bolsonaro เป็นนักการเมืองจนกระทั่งเขาได้รับการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี Jair เป็นผู้ที่มีแนวคิดแบบอนุรักนิยมและไม่ไสนับสนุนสถาบันพหุภาคี นอกจากนี้ยังไม่ความเคารพต่อสิทธิสตรีกลุ่มเพศทางเลือกและกลุ่มชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จนได้รับการขนานนามว่า Tropical Trump (Voces, 2019)
ตลอดการหาเสียง Jair Bolsonaro ได้กล่าวชื่นชมต่อความเป็นผู้นำของประธานาธิบดี Donald Trump และให้คำมั่นว่าหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีจะพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทูตและความมั่นคงที่ใกล้ชิดกับวอชิงตัน (Voces, 2019) ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี Jair Bolsonaro ได้ประกาศคำแถลงของประธานาธิบดีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา อิตาลีและอิสราเอล เป็นต้น ซึ่งเป็นการหันมาดำเนินนโยบายที่เหมือนกับรัฐบาลของ Lula ที่เน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล Obama ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนักวิชาการได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินความสัมพันธ์ในเวทีระดับโลกได้ซึ่งในอดัตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและบราซิลนั้นได้หยุดชะงักลงไป (JUNIOR 2019; Voces, 2019) ทันทีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งในประเทศบราซิล ประธานาธิบดีสหรัฐก็ได้แสดงความยินดีกับชัยชนะและเห็นด้วยกับ Bolsonaro ว่าทั้งสองประเทศควรทำงานร่วมกัน (stand side-by-side) ในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคของอเมริกา ทั้งนี้การเดินทางไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ Bolsonaro เป็นประเทศแรกถือเป็นการทำลายประเพณีอันยาวนานของบราซิล ที่ในอดีตมักจะส่งประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ให้เดินทางไปยังอาร์เจนตินาเป็นประเทศแรกเนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกัน (Voces, 2019)
Bolsonaro’s Inaugural Trip Overseas
ในวันที่ 19 มีนาคม 2019 ประธานาธิบดี Jair Bolsonaro ได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน ประธานาธิบดีทั้งสองมุ่งมั่นที่จะสร้างความร่วมมือใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศโดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มความเจริญรุ่งเรือง เพิ่มความปลอดภัยและส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพและอธิปไตยของชาติ และจกลงที่จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกาและบราซิลเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ยาเสพติด การค้าอาวุธ อาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงิน ผู้นำทั้งสองประเทศตกลงที่จะพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันเพื่อเพิ่มงานและลดอุปสรรคในการค้าและการลงทุน จึงได้มีการปรับปรุงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับบราซิลใหม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการประกาศที่จะลดอัตราภาษีการนำเข้าข้าวสารของสหรัฐเหลือร้อยละ 0 ในการนำเข้าข้าวสารปริมาณ 750,000 ตัน นอกจากนี้ยังได้มีการตกลงเงื่อนไขทางวิทยาศาสตร์เพื่ออนุญาตการนำเข้าสัตว์ของสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะอนุญาตให้มีการส่งออกเนื้อวัวของบราซิลได้อีกครั้ง (U.S. Mission Brazil, 2019)
Major non-NATO ally
ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเจตจำนงของสหรัฐอเมริกาในการกำหนดให้บราซิลเป็นพันธมิตรที่ไม่ใช่นาโต้และอาจผลักดันให้ประเทศบรซิลในฐานะสมาชิกนาโต้เต็มอย่างเต็มตัว แต่อย่างไรก็ตามก็าจจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากข้อกำหนดของกฎบัตรนาโต 1949 ได้จำกัดการเป็นสมาชิกโดยระบุให้สมาชอกของกลุ่มเป็นประเทศในยุโรป นอกจากนี้ยังได้มีการลงนามข้อตกลงระหว่างการบินและอวกาศแห่งชาติร่วมกันเพื่อเปิดดาวเทียมที่พัฒนาร่วมกันในอนาคต รวมไปถึงข้อตกลงที่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกการสำรวจอวกาศในดินแดนของบราซิล (U.S. Mission Brazil 2019, Unsworth 2019)
Reduced the visa fee
ประธานาธิบดี Bolsonaro ประกาศความตั้งใจของบราซิลที่จะยกเว้นพลเมืองสหรัฐอเมริกาจากข้อกำหนดวีซ่านักท่องเที่ยว ปัจจุบันประธานาธิบดี Bolsanaro ได้ประกาศลดค่าธรรมเนียมวีซ่าจาก 160 เหรียญดอลล่าสหรัฐเหลือเพียง 40 เหรียญดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีการวางแผนจะยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวทั้งหมดสำหรับพลเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียและญี่ปุ่นมาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นความสนใจของชาวอเมริกันในการเดินทางมายังประเทศบราซิลได้มากยิ่งขึ้นซึ่งก่อนหน้านี้การเดินทางมายังบราซิลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ยุ่งยาก ยาวนานมีค่าใช้จ่ายสูง (U.S. Mission Brazil 2019, Unsworth 2019)
การร่วมมือดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกายังคงให้ความสนใจในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศบราซิลอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่ประเทศอเมริกาไม่ได้ให้ความสนใจกับประเทศอื่นใดในภูมิภาคเลยซึ่งจะเห็นได้จากการประชุม Summit of the Americas ครั้งที่ 8 ในปี 2018 จัดขึ้นในกรุงลิมา Steve Bannon ที่ปรึกษาของประธานาธิบดี Trump ให้การรับรองและมองว่า Bolsonaro เป็นบุคคลที่มีลักษณะเหมือนกับ Trump การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในตัวของ Jair ขอฝกลุ่มอนุรักษ์นิยมในประเทศอเมริกา (JUNIOR 2019) อย่างไรก็ตามยังคงเป็นที่น่าติดตามว่าในอนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถที่จะพัฒนาไปในทิศทางใดต่อไป เนื่องจากแม้ว่าในปัจจุบันทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตเช่นในครั้งของประธานาธิบดี Dilma ที่ทั้งสองประเทศก็ได้เริ่มดำเนินความสำคัญกันมาด้วยดีแต่เมื่อประสบกับเหตุการณ์ Snowden ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าในอนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปหากเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง
21st century as Dependency Theory
อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 21 นั้นมีความซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงทั้งการต่อต้านและการยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามประเทศสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน แม้ว่าในช่วงแรกของการดำเนินงานภายใต้การนำของรัฐบาล Lula ประเทศบราซิลดำเนินนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาภายในประเทศมากกว่าการให้ความสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นประเทศบราซิลกำลังประสบกับปัญหาความยากจนรัฐบาลจึงมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันประเทศสหรัฐอเมริกาก็กำลังประสบปัญหาจากการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายจากภายนอกประเทศ จึงต้องการให้กลุ่มประเทศเสรีมีแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายแต่ประเทศบราซิลในขณะนั้นปฎิเสธที่จะให้ความร่วมมือเพราะต้องการแก้ไขปัญหาภายในประเทศมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปประเทศบราซิลเล็งเห็นว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการต่อต้านประเทศสหรัฐจึงได้หันมาปรับปรุงแนวทางนโยบายใหม่และฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีกับสหรัฐผ่านการส่งเสริมความร่วมมือะหว่างกัน เมื่อ Dilma ก้าวเข้ามาดำรงดำแหน่งประธานาธิบดีจึงคงรูปแบบการดำเนินนโยบายตามแนวทางของ Lula กล่าวคือยังคงรูปแบบการพัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิถาคีกับประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดิม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ NSA Spying Scandal ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปและไม่ใกล้ชิดเหมือนเก่าแม้ว่าประธานาธิบดี Temer ได้พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วยการดำเนินนโยบายแบบเปิดกว้างแต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่ได้กลับมาใกล้ชิดเหมือนเก่า อย่างไรก็ตามการก้าวขึ้นมาของนาย Bolsonaro ผู้ซึ่งมีแนวความคิดคล้ายกับประธานาธิบดี Donald Trump และมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ของประเทสบราซิลกับสหรัฐให้กลับมาใกล้ชิดเหมือนเก่า ทำให้ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีแนวโน้มในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเนื่องจากมีการตกลงและลงนามในหลาย ๆ ข้อตกลง ซึ่งการร่วมมือเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกายังคงให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศบราซิล
แต่หากจะนำทฤษฎี Dependency Theory หรือทฤษฎีการพึ่งพามาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้วนั้น ก็จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจก่อว่าทฤษฎีการพึ่งพาเป็นทฤษฎีที่มองว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ทำให้ประเทศโลกที่สามมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ยังก่อให้เกิดความยากจนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักคอยฉุดรั้งโอกาสในการพัฒนาของกลุ่มประเทศโลกที่สามคือการมีอยู่ของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ทำให้กลุ่มประเทศโลกที่สามต้องตกอยู่ในสภาพด้อยพัฒนาอย่างถาวร ซึ่งนักทฤษฎีหลายคนมองว่าประเทศโลกที่สามถูกดึงเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียความเป็นอิสระ (Autonomy) ดําเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตนแต่กลับตกเป็นเครื่องมือของพวกนายทุน (comprador capitalists) ในประเทศซึ่งเป็นตัวแทนของทุนต่างชาติ (Foreign Capital) กล่าวคือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศโลกที่สามเพื่อให้ง่ายต่อการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการอาศัยประโยชน์จากการที่ประเทศโลกที่สามเหล่านั้นไม่มีปัจจัยการผลิตเช่นเทคโนโลยี ทำให้สินค้าที่ผลิตและขายได้เป็นเพียงสินค้าที่มีราคาไม่สูงในขณะเดียวกันก็ต้องซื้อสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีราคาสูง ทำเหลื่อมล้ำดังกล่าวทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้
ดังนั้นจากมุมมองด้านเศรษฐกิจอ้างอิงจากทฤษฎีดังกล่าวแล้วนั้น เศรษฐกิจของประเทศบราซิลย้อนหลังไปเมื่อสิบปีที่ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของประธานาธิบดี Jair Bolsonaro พบว่าในช่วงแรกของการบริหารงานโดย Fernando Henrique Cardoso บราซิลประสบปัญหาความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่ปัญหาความยากจนภายในประเทศ ประธานาธิบดี Cardoso จึงพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการเน้นการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนภายในประเทศ โดยไม่ได้สนใจพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสหรัฐซึ่งเน้นแนวทางการกำหนดนโยบายตามหลักเสรีนิยมใหม่ที่เท่าที่ควร เมื่อรัฐบาลของนาย Luiz Inácio Lula da Silva ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี Lula มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการดำเนินนโยบายตามรอย Cardoso แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานรัฐบาล Lula จึงเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินนโยบายด้วยการหันมาเปิดเสรีทางการตลาดมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งรัฐบาล Dilma Roussef ก้าวเช้ามาบริหารประเทศส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง เป็นผลมาจากการบริหารงานของรัฐบาลที่มีนโยบายแทรกแซงเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัญหาการคอรัปชั่นและระดับความสัมพันธ์ที่ลดลงกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาดังกล่าวที่รุมเร้าบราซิลในขณะนั้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาเมื่อ Michel Temer เข้ามารับช่วงต่อจึงได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากสหรัฐยังคงต้องการที่จะรักษาระยะห่างความสัมพันธ์กับบราซิล ในขณะที่ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศก็ยังคงเรื้อรังและไม่ได้รับการแก้ไขเมื่อนาย Jair Bolsonaro รัฐบาลชุดปัจจะบันได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งจึงมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานอีกครั้งด้วยการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจแบบเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ นอกจากนี้ยังได้มีพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ใหม่กับสหรัฐจนประสบความสำเร็จ
กล่าวได้ว่าลักษณะความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจระหว่างบราซิลและสหรัฐฯ นั้นไม่ตรงตามหลักทฤษฎีพึ่งพาเท่าที่ควร เนื่องจากตัวทฤษฎีเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจจะพยายามที่จะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเพื่อเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบประเทศด้อยพัฒนา แต่จากการที่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของบราซิลมีลักษณะที่ไม่ได้เปิดเป็นระบบการค้าเสรีตามหลักการที่สหรัเสนอและสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาการบริหารงานภายในประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและจากการที่รัฐบาลมีความต้องการที่จแทรกแซงเศรษฐกิจตลอดเวลา มากกว่าที่จะเป็นปัญหาที่เกิดจากการแทรกแซงทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เห็นได้ชัดจากในช่วงของ Dilma Roussef และกลับกันรัฐบาลของบราซิลเองก็ได้มีความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโดยการสานสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและดำเนินนโยบายเปิดตลาดเสรีแทนที่จะต่อต้าน เห็นได้จากในช่วงรัฐบาล Michel Temerและ Jair Bolsonaro เป็นต้นมา
ในทางกลับกันหากมองจากมุมมองทางการเมืองแล้วนั้นทฤษฎีนี้สามารถหยิบยกมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกล่าวคือประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่กำลังพัฒนาในที่นี้คือประเทศบราซิลได้ ซึ่งในขณะนั้นประเทศสหรัฐอเมริกากำลังประสบกับปัญหาความมั่นคงเนื่องจากการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย ทำให้ประเทศสหรัฐหวังจะให้กลุ่มเสรีนิยมมีรูปแบบการดำเนินนโยบายไปในทางเดียวกัน กล่าวคือ การต่อต้านการก่อการร้าย แต่ในขณะเดียวกันประเทศบราซิลในขณะนั้นกำลังประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อทำให้ประธานาธิบดี Lula มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญเศรษฐกิจซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนภายในประเทศป็นอันดับแรก ซึ่งสวนทางกับความต้องการของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประเทศบราซิลเผชิญกับแรงกดดันและเล็งเห็นแล้วว่าเพิกเฉยและการต่อต้านประเทศสหรัฐอเมริกานั้นอาจส่งผลกระทบต่อประเทศตนได้ ประธานาธิบดี Lula จึงได้เปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้วยการหันมาให้ความร่วมมือกับนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกา การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประเทศบราซิลนั้นสูญเสียความเปนอิสระในการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ภายในประเทศตน กล่าวคือ ประเทศบราซิลมีความต้องการที่ดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศแต่กลับทำไม่ได้เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาต้องการใช้ประเทศกลุ่มเสรีนิยมเป็นเครื่องมือในดำเนินนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายเหมือนกับประเทศตน ประเทศบราซิลจึงต้องหันไปให้ความสัมคัญกับนโยบายดังกล่าวแทนเนื่องจากแรงกดดันและผลกระทบที่จะตามมาหากปฎิเสธที่จะทำตาม

เป็นที่น่าสนใจยิ่งนักว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ สหรัฐและบราซิลจะดำเนินไปในทิศทางใด ดีขึ้นหรือแย่ลงหากต้องเผชิญสถานการณ์อย่างในครั้งของประธานาธิบดี Dilma อีกครั้ง ทั้งสองประเทศจะแก้ไขและดำเนินความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรต่อไปต้องรอชมในอนาคตต่อไป
อ้างอิง
JUNIOR, P. A. V. (2019). “Brazilian Foreign Policy under President Bolsonaro: What Should We Expect?”, from https://www.e-ir.info/2018/11/14/brazilian-foreign-policy-under-president-bolsonaro-what-should-we-expect/.
U.S. Mission Brazil. (2019). “Joint Statement from President Donald J. Trump and President Jair Bolsonaro.” from https://br.usembassy.gov/joint-statement-from-president-donald-j-trump-and-president-jair-bolsonaro/.
Unsworth, D. (2019). “Bolsonaro and Trump Mark a New Chapter in Brazilian-American Relations.” from https://panampost.com/david-unsworth/2019/03/19/bolsonaro-and-trump-mark-a-new-chapter-in-brazilian-american-relations/?cn-reloaded=1.
Voces. (2019). “Remaking US-Brazilian Relations: The Odyssey of Trump and Bolsonaro.” from https://www.thedialogue.org/blogs/2019/06/remaking-us-brazilian-relations-the-odyssey-of-trump-and-bolsonaro/.
NEWSPAPER The Brasilians. (2016). from https://www.thebrasilians.com/2016/12/02/u-s-brazil-relations-in-a-new-presidency/.
Reuters. (2016). “Brazil’s Temer, Trump agree to work together to improve business relations.” from https://www.foxnews.com/world/brazils-temer-trump-agree-to-work-together-to-improve-business-relations.
Rocha, G. and H. Brown. (2016). “Obama Is Keeping His Distance So Far From Brazil’s Interim President.” from https://www.buzzfeednews.com/article/gracilianorocha/obama-maintans-distance-in-relationship-with-miche.
Simoes, E. and a. Bautzer. (2018). “Brazil to handle with care U.S. tariff threat: Temer.” from https://www.reuters.com/article/us-usa-trade-brazil/brazil-to-handle-with-care-u-s-tariff-threat-temer-idUSKCN1GQ2QT.
Ehrmann, E. (2018). Can president Bolsonaro Make Brazil Great Again? Retrieved from https://russiancouncil.ru/en/blogs/eric-ehrmann/analysis-brazil-helping-trump-make-america-great-again/
Hudson, R. A. and Library Of Congress (1998). Brazil : a country study. Washington, D.C., Federal Research Division, Library of Congress.
Pecequilo, C. S. (2014). “The Brazil-United States Bilateral Relations in the Dilma Rousseff Administration, 2011-2014.” Austral: Brazilian Journal of Strategy & International Relations 3(6): 11-36.
Pizzi, M. (2013). “Brazil takes NSA scandal to the UN.” from http://america.aljazeera.com/articles/2013/9/24/brazil-s-presidentbringsnsasurveillancescandaltounsdoor.html.
Solms, S. v. and R. v. Heerden (2015). The Consequences of Edward Snowden NSA Related Information Disclosures. 10th International conference on Cyber Warfare and Security ICCWS.
Tikkanen, A. (n.d.). “Jânio da Silva Quadros.” from https://www.britannica.com/biography/Janio-da-Silva-Quadros.
Trinkunas, H. (2013). “U.S.-Brazil Relations and NSA Electronic Surveillance.” from https://www.brookings.edu/blog/up-front/2013/09/18/u-s-brazil-relations-and-nsa-electronic-surveillance/.
Watts, J. (2013). “Brazil demands explanation from US over NSA spying.” from https://www.theguardian.com/world/2013/jul/08/brazil-demands-explanation-nsa-spying.
baanjomyut. (2561). ความหมายของทฤษฎีและทฤษฎีการพัฒนา. Retrieved from https://www.baanjomyut.com/library_3/theories_and_principles_of_community_development/02_19.html
Monica Hirst. (2013). UNDERSTANDING BRAZIL-UNITED STATES RELATIONS. Retrieved from http://funag.gov.br/biblioteca/download/1043-Understanding_Brazil_-_United_States_relations.pdf







ตั้งแต่อดีตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบราซิลเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้จะมีช่วงที่ความสัมพันธ์แย่ลงบ้างแต่สุดท้ายก็กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและมีความร่วมมือกันทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ เช่น การต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจของบราซิล เพราะการต่อต้านสหรัฐอเมริกาอาจส่งผลกระทบต่อประเทศบราซิลได้ (กลุ่มคอสตาริก้า)
LikeLike
ตามที่คณะผู้จัดทำได้กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด อยากทราบว่าทางคณะผู้จัดทำมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับสหรัฐอเมริกา?
LikeLike