
ประเทศบราซิลนั้นนับว่าเป็นประเทศในละตินอเมริกาที่มีอิทธิพลอย่างมากและได้แสดงบทบาททางการเมืองโลกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอิทธิพลของบราซิลนั้นปรากฎออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยมีทั้งความพยายามที่จะแข่งขันกับประเทศอดีตอาณานิคมอย่างแองโกลาและโมซัมบิคที่มีอำนาจมากกว่ารัฐอื่น ๆ ในแอฟริกามานานหลายสิบปีหลังจากได้รับเอกราช แต่อย่างไรก็ตามการขยายอิทธิพลของบราซิลไปยังภูมิภาคอื่นนั้นดูเหมือนจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากภูมิภาคแอฟริกานั้นเป็นภูมิภาคที่จีนได้เข้ามาขยายอำนาจและผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นประเทศแองโกลาซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของจีนและจีนก็ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา
ในปัจจุบันมีกิจการมากมายในแอฟริกาที่เป็นการร่วมมือกันของจีนและบราซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสซึ่งบราซิลได้ขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่าย เนื่องจากความคล้ายคลึงของวัฒนธรรมและภาษาทำให้มีความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ทั้งประเทศจีนและบราซิลนั้นตระหนักถึงศักยภาพเชิงอำนาจของตนเองจึงทำให้เกิดการขยายผลประโยชน์และดำเนินนโยบายหลักสำคัญๆ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศจีนยังมองเห็นถึงความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือภูมิภาคละตินอเมริกาของบราซิลทำให้จีนสนับสนุนความบราซิลในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการสนับสนุนให้บราซิลเข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรวมถึงตำแหน่งสูง ๆ ในองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยจีนและบราซิลมีการร่วมมือประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในหลายประเด็น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน
มากไปกว่านั้นในการประชุมสุดยอดผู้นำในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่โคเปนเฮเก้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนและบราซิลได้พบปะกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับวัตถุประสง์ของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจดำเนินนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ทั้งสองประเทศมีบทบาทที่คล้ายกันในประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นธรรมด้านอุปสรรคทางการค้าและภาษีศุลกากรต่อประเทศโลกที่สามและประเด็นอื่น ๆ บราซิลเป็นประเทศที่ยึดมั่น “จีนเดียว” และสนับสนุนหลักการของจีนในเรื่อง “การไม่แทรกแซงกิจการภายใน” ของประเทศอธิปไตย ขณะที่จีนก็ยังให้การสนับสนุนในประเด็นอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อบราซิล เช่น การเสนอราคาของบราซิลในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2016 และเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2014 จนประสบความสำเร็จในที่สุด

ถ้าหากวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของจีนและบราซิลอย่างละเอียดจะแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดระหว่างสองประเทศนี้ ทั้งบราซิลและจีนต้องการระบบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ รับหลักการของการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ นับตั้งแต่การปกครองของ Lula รัฐบาลบราซิลได้นำแนวคิดของ “South-South Cooperation (SSC)” ที่เป็นหลักการสำคัญของการดำเนินการทูตของจีนมาใช้ แนวคิดของ SSC มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาสามารถช่วยเหลือและเรียนรู้จากกันและกันและแนวคิดของโลกที่พัฒนาแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางออกที่ดีเสมอไป ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดกับมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐฯ แต่บราซิลก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่อื่น ๆ อย่าง อินเดีย รัสเซีย และอิหร่านด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการที่อดีตประธานาธิบดี Lula ออกมาปกป้องสิทธิ์ของอิหร่านในการสร้างยูเรเนียมเพราะมองว่าเป็นการใช้งานที่ให้ประโยชน์แก่พลเรือนและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งการแสดงออกของ Lula ต่อประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้นขัดกับท่าทีของสหรัฐฯ ทั้งนี้มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าบราซิลมีแนวโน้มที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต ทำให้บราซิลเลือกที่จะเป็นไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกับจีนและรัสเซียมากกว่าสหรัฐฯ ในประเด็นนี้
ความสัมพันธ์ของจีนและบราซิลนั้นเพิ่มระดับความแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุกในโลกนั้นมีความต้องการใช้พลังงานอย่างมาก และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้เองที่ทำให้บราซิลได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลจากจีน ความใกล้ชิดกันของทั้งสองประเทศนั้นเพิ่มความสามารถของจีนในการลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเขตอำนาจของตนเองได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อสหรัฐสามารถเข้ามามีอิทธิพลและสามารถตั้งฐานทัพทั้งในเกาหลี ญี่ปุ่น เอเชียกลาง และยังมีพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกนับไม่ถ้วน ทำให้จีนมองไม่ใช่เรื่องผิดที่ตนเองจะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคละตินอเมริกาผ่านการดำเนินความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับบราซิล
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและบราซิลนั้นใกล้ชิดกันอย่างมากโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การที่จีนเข้ามาดำเนินความสัมพันธ์กับบราซิลนั้นไม่ใช่เพียงเพราะบราซิลดำรงบทบาทผู้ในภูมิภาคละตินอเมริกาเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะบราซิลมีอิทธิพลในทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นภูมิภาคที่จีนได้ขยายอิทธิพลและมีผลประโยชน์อยู่จำนวนไม่น้อย อีกทั้งจีนยังคาดหวังผลประโยชน์ด้านพลังงานจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับบาซิลที่จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจากความต้องการดังกล่าว นอกจากนี้บราซิลนั้นมีความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจของโลก ดังนั้นจึงเป็นไปได้หรือไม่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนั้นเป็นไปเพื่อถ่วงดุลอำนาจของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง…
ที่มา
Horta, L. (2015). Brazil-China Relations. RSIS Working Paper. 87. [Online]. Retrieved from https://www.rsis.edu.sg/wp-content/uploads/2015/03/WP287.pdf
ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลและจีนส่วนใหญ่เป็นด้านการค้า ซึ่งเห็นว่าเป็นผลดีต่อบราซิลเพราะทำให้ได้ผลประโยชน์จากการส่งออกที่มากขึ้นและยิ่งทำให้การเกษตรของบราซิลพัฒนาไปได้เพราะได้รับการลงทุนและการช่วยเหลือจากจีน และในด้านอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีเพราะนโยบายต่างประเทศของจีนและบราซิลก็มีความคล้ายคลึงกัน (คอสตาริก้า)
LikeLike